สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น(ตอนที่ 5สุดท้าย)

จากการสังเกตคุณครูขณะที่ทำงานกับกระดาษทดแผ่นที่ห้า 

นักเรียนเรียนรู้อะไร และกระดาษทดแผ่นที่หกครูเรียนรู้อะไร พบว่า

ครูที่วางแผนการสอนเป็นทีมอย่างโรงเรียนวัดบางน้ำชนมีการแลกเปลี่ยนความทรงจำ  ลำดับภาพเหตุการณ์ในห้องเรียนและหาข้อมูลผลงานผล

สอบของนักเรียน  และบันทึกของครูมายืนยันจนเห็นพ้องแล้วสรุปได้ชัดเจน  ส่วนครูที่ทำการสอนเดี่ยว  เช่น ครูชมพูนุช  หิรัญวงษ์ จากโรงเรียนบ่อสุพรรณวิทยา  ครูนภาพร  ศรีทองทรัพย์  จากโรงเรียนวัดหนองลานและ

ครูรัชนีกร  อุดมผล  จากโรงเรียนบางลีวิทยา  ต่างครำเคร่งกับเอกสารการสอนและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบตนเองว่า  นักเรียนเรียนรู้อะไร  และครูเรียนรู้อะไร  ในการทำงานของครูในห้องอบรมการวิจัยนั้น ครูมีเพื่อนครูจากโรงเรียนเดียวกันบ้าง  ต่างโรงเรียนบ้าง  ช่วยให้ความเห็นต่อข้อสรุป

ว่ามีเหตุผลเชื่อมโยงและหลักฐานสนับสนุนเพียงพอหรือไม่อย่างไร

เมื่อครูได้ตรวจทานการทำงานถึงกระดาษทดแผ่นที่หก  ครูเกือบทุกคนสามารถบอกจุดอ่อนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง  และสามารถบอกจุดเด่นและจังหวะของการทำงานในชั้นเรียนของตนได้มากทีเดียว  เพียงพอที่นำมาปรับปรุงสำหรับการสอนครั้งต่อไปได้อย่างมั่นใจว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้มากกว่า  การเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของการสอนของตนเอง จะทำให้ครูพัฒนาสู่ความเป็นครูมืออาชีพอย่างแท้จริง

กระดาษทดแผ่นที่เจ็ด  จึงให้ชื่อว่าครูมืออาชีพ ผู้เขียนตั้งใจจะให้ครูสะท้อนการเรียนรู้ของตนเองอย่างมีสติบนพื้นฐานของการปฏิบัติการสอนของตนเองที่มีหลักฐานที่นำไปสู่ความภาคภูมิใจในการสอนตนเอง

กระดาษทดแผ่นนี้  ออกแบบเป็นตาราง 2 ช่อง ช่องแรกหรือช่องทางซ้ายมือเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการสอน  ซึ่งมีทั้งหมด 11 รายการ  เป็นขั้นตอนการนำความคิดไปสู่การเขียนรายงานวิจัย ช่องที่สองหรือช่องทางขวามือ คือ คำตอบของครูนักวิจัย  โดยใช้หลักฐานจากการวิเคราะห์ในกระดาษทดแผ่นที่ 1-6 ซึ่งมีหลักการ  เหตุผล  และข้อมูลสนับสนุนการลงข้อสรุป

สำหรับฉบับนี้ขอเสนอตัวอย่างกระดาษทดแผ่นที่เจ็ดของคณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชนดังนี้

กระดาษทดแผ่นที่เจ็ด   ครูมืออาชีพ

คณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน

คำถามลำดับกระบวนการสอน คำตอบของครูนักวิจัย
1.  หลักการ เหตุผลของการเลือกใช้หรือออกแบบการสอน (กระดาษทดแผ่นที่ 1) มาจากแหล่งใด

¦ทฤษฎีการเรียนรู้ ¦ทฤษฎีพัฒนาการของเด็ก

¦ประสบการณ์ที่ลองปฏิบัติมาแล้ว

¦เลียนแบบจากการปฏิบัติของ…

ประสบการณ์ที่ได้ลองปฏิบัติมาแล้ว
คำถามลำดับกระบวนการสอน คำตอบ
2.  วัตถุประสงค์ของการสอนครั้งนี้ครูต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้อะไร  (กระดาษทดแผ่นที่ 1) -  ทักษะการปฏิบัติ

-  มีความรู้และอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

3. ความตั้งใจของการนำผลการสอนมาศึกษาย้อนดู(ตามงานที่ทำมาในกระดาษทดแผ่นที่ 1 ถึง 6 ) คืออะไร ต้องการปรับปรุงแผนการสอนและกิจกรรม เพื่อว่าจะสอนได้ดีมีประสิทธิภาพ
4.  เทคนิคที่ใช้สอนประกอบด้วยชุดของกิจกรรม  เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ท่านจะเรียกชื่อเทคนิคหรือชุดกิจกรรมนี้ว่าอย่างไร  ขอให้สรุปสาระอย่างย่อ ๆ   (กระดาษทดแผ่นที่ 2) การสอนแบบรู้จริงทำได้เพราะได้จึงทำ จำไม่ลืม
5.  ผลที่คาดว่านักเรียนจะได้เรียนรู้ สรุปเป็นข้อ ๆ ได้กี่ประเภทให้เขียนอธิบายสั้น ๆ              (กระดาษทดแผ่นที่ 2) 1.ทักษะในการปฏิบัติจริง

2.มีความรู้

3.มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์

6.  เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบผลการเรียนรู้  มีคุณภาพหรือไม่  จงอธิบาย มีเกณฑ์การแปลคะแนนอย่างไร (กระดาษทดแผ่นที่ 3,4) มีคุณภาพเพราะตรวจ

ความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด

มีเกณฑ์การให้คะแนนและแปลผลอย่างชัดเจน

คำถามลำดับกระบวนการสอน คำตอบ
7.  การปฏิบัติการสอน  สามารถทำตามแผนหรือไม่  มีการปรับแก้อย่างไร และได้ผลอย่างไร ไม่สามารถทำตามแผนได้  มีการแก้ไข
8.  การดำเนินการสอนครั้งนี้ สรุปผลที่ได้มีความน่าพอใจเพียงใด  มีส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไขหรือไม่อย่างไร (กระดาษทดแผ่นที่ 4,5,6) ยังไม่เป็นที่น่าพอใจต้องปรับกิจกรรมและเครื่องมือการประเมิน
9.  เทคนิคการสอนตามที่กล่าวมานี้ จะนำไปใช้อีกเพื่อให้เกิดประสิทธิผล จะต้องแก้ไขอย่างไร

(กระดาษทดแผ่นที่ 6)

-  ปรับเวลาเรียน

-  ปรับกิจกรรม

-  ปรับเครื่องมือการวัดผล

10.  ถ้าจะนำเทคนิควิธีสอนนี้ไปใช้กับการสอนเรื่องอื่นๆ จะต้องทำอย่างไร มีเหตุผลสนับสนุนอย่างไร จัดหน่วยการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เอื้อต่อการเรียนรู้หลายสาระอย่างสอดคล้องกลมกลืน  แล้วจัดกิจกรรมที่เร้าความใฝ่รู้ของผู้เรียนได้ปฏิบัติและสามารถสรุปการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
11.  ที่กล่าวมาข้อ 1 ถึง ข้อ 10  เขียนเป็นรายงานฉบับหนึ่ง เรียกว่า รายงานวิจัยในชั้นเรียน ตามรูปแบบการวิจัยเชิงบรรยายย้อนดูกระบวนการสอนและผลการปฏิบัติในอดีต  และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติการสอนที่ดีขึ้นเพื่ออนาคต วิจัยในชั้นเรียนระดับชั้น ป.1 – ป.2

หลังจากครูเกิดความเข้าใจการสอนของตนเองด้วยการตรวจสอบกระดาษทดทั้งเจ็ดแผ่นแล้ว ครูได้เขียนรายงานวิจัย  ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอตัวอย่างของคณะครูนักวิจัยแห่งโรงเรียนวัดบางน้ำชนโดยสังเขป ดังนี้

รายงานผลการจัดกิจกรรมบูรณาการการเรียนเรื่อง EM

เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2

จุดประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาการผลการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยกิจกรรมบูรณาการการเรียนรู้ EM เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  และ ศึกษาความเหมาะสมของกิจกรรมบูรณาการที่สร้างขึ้น

ผู้วิจัยเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 จำนวน 4 คน มีนักเรียนรวม 42 คน ทำการสอนภาคปลายปีการศึกษา 2545    โดยจัดการเรียนแบบรวมชั้นและสอนเป็นทีม  ใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ  เนื้อหาที่ใช้คือการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM)  กับการรักษาความสะอาดในชีวิตประจำวัน  จำนวน 5 แผน  ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียน ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานด้วยการสังเกตและสอบวัดความรู้ด้วยแบบทดสอบ  วิเคราะห์ผลการสอน  ทบทวนแก้ไขในระหว่างสอนตามแบบวงจรการพัฒนา PDCA (วางแผนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนรู้  ปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดในแผน  เก็บข้อมูลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมเพื่อวางแผนปฏิบัติในวงจรใหม่) แล้วปฏิบัติการตามแผนที่ปรับพร้อมเก็บข้อมูลแล้วสรุปผลพิจารณาอีกครั้ง

ผลการศึกษาพบว่า  นักเรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ นักเรียนตั้งใจ เรียนด้วยความสนุกสนาน ขณะเดียวกันครูได้สร้างกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ได้หลากหลายที่เหมาะกับวัยของผู้เรียน

การวิจัยครั้งนี้ ครูได้เรียนรู้เทคนิควิธีสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนและ การทำงานร่วมกันระหว่างครูกับครู  และครูกับนักเรียน

ผู้เขียนได้ติดตามการเรียนรู้ของคณะครูแห่งโรงเรียนวัดบางน้ำชน  คณะครูนักวิจัยได้พัฒนาเป็นโครงการสอนที่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน  และการทำวิจัยปฏิบัติการสอนอีกรอบหนึ่งเพื่อตอบคำถามหลัก 2 ข้อ คือ หนึ่ง นักเรียนเรียนรู้อะไรจากกิจกรรมบูรณาการ  และสอง. แผนกิจกรรมบูรณาการมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข  และมีจุดเด่นที่ควรเสริมอย่างไร ในชื่อเรื่อง “การพัฒนาการเรียนรู้การใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพด้วยกิจกรรมบูรณาการของโรงเรียนวัดบางน้ำชน” ในภาคการศึกษาถัดมา  คณะครูนักวิจัยนำเสนอผลการวิจัยต่อที่ประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 42 และส่งเข้าประกวดวิจัยในชั้นเรียน ของสมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยใน ปี 2548  ได้รับการยกย่องว่า  เป็นงานวิจัยในชั้นเรียนประเภท

รางวัลดี  เมื่อวันที่  11  มิถุนายน  2548

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่4)

กระดาษทดแผ่นที่หก

ครูเรียนรู้อะไร กระดาษทดแผ่นนี้ ตั้งใจชวนคุณครูพิจารณาการสอนของตนเอง แล้วสรุปให้ตรงประเด็นขั้นตอนการสอน  จึงได้จัดทำเป็นตารางให้ตรวจสอบ 3 ช่อง ช่องแรกเป็นกระบวนการ  ช่องที่สอง ประเมินเหตุการณ์  และช่องที่สามให้วิจารณ์พร้อมเสนอแนะ (ตนเอง)  ขอพาผู้สนใจไปดูกระดาษทดของคุณครูซัก 2 คน

กระดาษทดแผ่นที่หก ครูเรียนรู้อะไร

คณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน

กระบวนการ ประเมินเหตุการณ์ จุดเด่น / จุดด้อยที่ควรแก้ไข
การกำหนด สาระและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ( X ) เหมาะสม

(    ) ไม่เหมาะสม

นักเรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในแผนเป็นส่วยมาก มีเพียง 3 กิจกรรมที่ครูต้องสอนเพิ่มเติมให้ความรู้กับนักเรียนบางคน
การออกแบบการสอน ( X ) เหมาะสม

(    ) ไม่เหมาะสม

นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนุก ทำงานกลุ่มด้วยความรับผิดชอบ แต่ควรปรับจำนวนนักเรียนในแต่ละกลุ่ม ควรมีสมาชิกไม่เกิน 5 คน บางกิจกรรมควรทำซ้ำ
การเตรียมการสอน (    )   เหมาะสม

(X ) ไม่เหมาะสม

ควรมีการวางแผนการสอนล่วงหน้าร่วมกัน พร้อมเตรียมสื่อและอุปกรณ์

จุดด้อย ไม่ได้บันทึกเหตุการณ์ขณะนักเรียนปฎิบัติกิจกรรมทันที

ขั้นดำเนินการสอน (    ) เหมาะสม

(X ) ไม่เหมาะสม

จุดด้อย บางกิจกรรมรวบรัดและขาดการตรวจสอบความรู้และความเข้าใจรายบุคคล มีเพียงการประเมินหลังการจัดกิจกรรมเป็นกลุ่ม จึงต้องทำซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
ขั้นการประเมินการผล (    ) เหมาะสม

(X ) ไม่เหมาะสม

การประเมินผลนักเรียนเป็นกลุ่มและสรุปในภาพรวม ไม่ได้ประเมินรายบุคคล  แบบประเมินพฤติกรรมบางชุดยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องปรับปรุง
ขั้นติดตาม ซ่อมเสริม (X) เหมาะสม

(  ) ไม่เหมาะสม

มีการให้ทำซ้ำในกิจกรรมที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ

ควรหาหนังสืออ่านประกอบที่ไม่ยากนัก ให้นักเรียนได้ค้นคว้าเพื่อเติม

กระดาษทดแผ่นที่หก ครูเรียนรู้อะไร

คุณครูชมพูนุช  หิรัญวงษ์

กระบวนการ ประเมินเหตุการณ์ จุดเด่น / จุดด้อยที่ควรแก้ไข
การกำหนด สาระและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ( X ) เหมาะสม

(     ) ไม่เหมาะสม

นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีพื้นฐาน จึงกำหนดไม่สูง เพียงต้องการให้นักเรียนเรียนรู้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
การออกแบบการสอน ( X ) เหมาะสม

(    ) ไม่เหมาะสม

เน้นให้นักเรียนค้นหาสูตรด้วยการปฏิบัติ
การเตรียมการสอน ( X ) เหมาะสม

(     )ไม่เหมาะสม

เตรียมอุปกรณ์ของจริง และรูปวาด ครูตรวจสอบความเหมาะสมของอุปกรณ์ด้วยการทดลองปฏิบัติเองก่อน และจัดจำนวนให้เพียงพอกับกลุ่มนักเรียน  และเตรียมโจทย์ปัญหาให้ทำเพิ่มเติมหลังสอน
ขั้นดำเนินการสอน ( X ) เหมาะสม

(    ) ไม่เหมาะสม

นักเรียนได้ทดลองทำทุกคน  คนที่ทำไม่ได้ ก็ไม่เร่งรัด ให้ค่อยๆ เรียนรู้ ครูอธิบายเพิ่มเติมจนในที่สุดนักเรียนสามารถเข้าใจได้
ขั้นการประเมินผล (    ) เหมาะสม

(X ) ไม่เหมาะสม

ประเมินจากแบบฝึกหัด  และทำข้อสอบ

นักเรียนบางคนไม่ถนัดเขียน ทำให้ได้คะแนนต่ำกว่าที่น่าจะเป็น ในการทำแบบฝึกหัด นักเรียนบางคนลอกจากเพื่อน

ขั้นติดตาม ซ่อมเสริม (    ) เหมาะสม

(X ) ไม่เหมาะสม

นักเรียนให้ความสนใจหลังเรียนน้อย ผู้ที่จำเป็นต้องซ่อม ไม่มีความกระตือรือร้น  ต้องเคี่ยวเข็ญ   ครูยังค้นหาวิธีที่จะทำให้นักเรียนรู้สึกอยากเรียน

กระดาษทดแผ่นที่หกนี้  ครูได้ค้นพบด้วยตัวเองว่าการสอนที่จะทำได้ดีกว่าเดิมทำอย่างไร  สิ่งที่บ่งบอกความพอใจในการคิดของครู  คือ มั่นใจว่านักเรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข และด้วยความคิดที่ละเอียด ครูสามารถช่วยนักเรียนเกือบทุกคน  ยกเว้นนักเรียนที่มีปัญหาพื้นฐานสะสมนาน  หรือ ปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ  ครูอาจติดตามให้ความช่วยเหลือด้วยการศึกษารากเง้าของปัญหาอย่างละเอียด อาจขอคำปรึกษาจากนักวิชาการ หรือ แพทย์  การค้นหาและให้ความช่วยเหลืออย่างมีเมตตาของครู เป็นแบบอย่างของครูดี ดีที่สุด ผลงานของครูสามารถบันทึกด้วยกระบวนการวิจัย ที่เรียกว่า กรณีศึกษา (case study) ผู้เขียนจะนำเสนอภายหลัง

จากนี้ไปครูจะเขียนรายงานวิเคราะห์การสอนในรูปแบบของรายงานวิจัย ตามคำแนะนำในกระดาษทดแผ่นที่เจ็ด ผู้สนใจโปรดติดตาม

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่3)

กระดาษทดแผ่นที่สี่

นักเรียนเรียนรู้อะไร กระดาษทดแผ่นนี้ ตั้งใจชวนคุณครูพิจารณาข้อมูลจากการวัดด้วยหลายวิธีตามที่แสดงไว้ในกระดาษทดแผ่นที่สาม  สรุปการเรียนรู้ของนักเรียนรายบุคคล (สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตราที่ 22  “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”)  คุณครูจะมอบหมายงานหลังสอนให้แก่นักเรียนแตกต่างกันตามความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม ให้โอกาสนักเรียนเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง หรือส่งเสริมศักยภาพที่โดเด่น เสริมแววอัจฉริยะได้ งานครูจะไม่จบลงด้วยการเสนอค่าคะแนนเฉลี่ยเท่านั้น

ตัวอย่างจากงานสอนของคณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน  พบข้อสรุปที่คุณครูเขียนไว้ในกระดาษทดแผ่นที่สี่ว่า  นักเรียนบอกประโยชน์ของ EM ได้ดี 22 คน และจากผลการสอบวัดความรู้เมื่อจบหน่วย นักเรียนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มี 13 คน  และเป็นคนเดียวกับที่ไม่สามารถบอกประโยชน์ของ EM  จะต้องให้ไปทบทวน แล้วตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนการทดลองที่ให้ทำเป็นกลุ่ม  นักเรียนมีผลงานที่น่าพอใจ

ตัวอย่างข้อสรุปในกระดาษทดแผ่นที่สี่ของคุณครูชมพูนุช หิรัญวงษ์ “หาสูตรคำนวณพื้นที่และปริมาตร ทำได้ถูกต้องดีมาก 10 คน พอใช้ 25 คน ต้องช่วยเหลือ 5 คน  ทำข้อสอบ ถูกต้องดีมาก 8 คน  พอใช้ 30 คน ต้องช่วยเหลือ 2 คน  โดยสรุป 5 คนที่ต้องให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม มีพฤติกรรมตั้งใจเรียนมากขึ้น ติดขัดที่ตีโจทย์ไม่ได้ ต้องแนะให้อ่านและคิดทีละวรรค”

คุณครูมีข้อมูลนักเรียนทุกคน บันทึกผลงานแต่ละชิ้น ในรูปของตาราง  และพฤติกรรมที่ติดตามแก้ไข หรือพฤติกรรมที่น่าชมเชย แล้วแต่กรณี  เป็นข้อความสั้น ๆ พอที่จะช่วยเตือนความจำ

กระดาษทดแผ่นที่ห้า

ทบทวนเหตุการณ์ขณะสอน กระดาษทดแผ่นนี้ ตั้งใจชวนคุณครูย้อนความทรงจำในวันที่คุณครูทำการสอน ว่าดำเนินการอย่างไร  มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในขณะที่ดำเนินการตามแผนการสอนที่วางไว้ เป็นไปอย่างที่ตั้งใจหรือไม่  หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสริม หรือแก้ไข เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ เมื่อครูเขียนสรุปการสอนจากแผนการสอน และบันทึกหลังสอนที่เตรียมมาลงในกระดาษทดแล้ว  เราก็จับกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์  คุณครูบางคนมีบันทึกที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แต่อาศัยความทรงจำที่ฝังอยู่ในความรู้สึก ยิ่งกว่านั้นยังได้ทำซ้ำหลายครั้ง ก็สามารถเรียกภาพเหตุการณ์ขึ้นมาบรรยายในกระดาษทด

สาระในกระดาษทดแผ่นนี้ คุณครูได้แสดงความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้ซ้ำคืออะไร  ที่ควรปรับปรุงแก้ไขคือส่วนไหน ด้วยเหตุผลอะไร จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตอนนี้มีตัวอย่างที่น่าสนใจดังนี้

คณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน จัดกิจกรรมแบบบูรณาการและเรียนรวมสองระดับชั้น  กิจกรรมหนึ่งที่ให้นักเรียนอ่านข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนวัดบางน้ำชนที่รักษาสิ่งแวดล้อมด้วย EM ใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับประจำวันที่ 14 มีนาคม 2545  ให้พี่ ป.2 ที่อ่านหนังสือคล่อง อ่านให้น้อง ป.1  และ เพื่อน ป. 2 หลายคนฟัง เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจ  นักเรียนตื่นเต้น ตั้งใจฟัง แสดงให้เห็นความรู้สึกที่ภาคภูมิใจ ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอยืมกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านด้วย  คุณครูผู้สอนทั้งสี่คนเห็นว่าการสร้างแรงบันดาลใจด้วยการให้เห็นตัวอย่างที่เขามีส่วนร่วมด้วย จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความกระตือรือร้นใฝ่รู้ได้ไม่ยาก

อีกตัวอย่างที่ครูสะท้อนการเรียนรู้ของครูคือ การทำกิจกรรมกลุ่ม เช่น ให้นักเรียนนำเสนอด้วยการแสดงละครสั้นๆ (บทบาทสมมติ) หรือนำเสนอด้วยการสร้างภาพสามมิติ  พบว่า พี่ ป.2 ไม่ยอมรับความเห็นของน้อง ป.1 นอกจากนี้ ยังใช้น้องเป็นลูกมือทำงานเล็กน้อย ๆ เช่น  ให้น้องทากาวติดแปะตามสั่ง  การสังเกตของครูครั้งแรก ๆ มีความรู้สึกว่าน้องถูกใช้งานมากอาจเบื่อและไม่มีโอกาสเรียนรู้  น่าจะปรับกลุ่ม ให้ ป.1 และ ป. 2 แยกกลุ่มทำงานกัน  แต่หลังจากที่ครูได้หารือกันและสังเกตต่อตามข้อสันนิษฐานของครูณัฐวุฒิ  พบว่า น้องได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วจากความฉลาดและมีประสบการณ์ที่เหนือกว่าของพี่ น้องเริ่มเลียนแบบการคิดและเกิดทักษะได้อย่างรวดเร็ว  คุณครูสรุปการเรียนรู้ของนักเรียนว่าเข้าข่ายการเรียนรู้แบบปลากัดที่พบคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่า ไม่ช้าไม่นาน ปลากัดน้องใหม่ก็มีความเก่งไม่ยิ่งหย่อนกัน  คุณครูเรียกสถานการณ์การเรียนรู้แบบนี้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบปลากัด

ตัวอย่างบันทึกในกระดาษทดแผ่นที่ห้าของคุณครูชมพูนุช หิรัญวงษ์   “ในขั้นทบทวนความรู้เดิม มีนักเรียนเพียงไม่กี่คนที่จำการหาปริมาตรของปริซึม…   การปฏิบัติการหาสูตรจากอุปกรณ์ นักเรียนสรุปสูตรถูกต้อง แต่ไม่สามารถอธิบายกระบวนการ ขาดระบบการคิดอย่างมีลำดับขั้นตอน…”

หลังจากที่ครูทบทวนการสอนของตนเอง ครูสามารถบอกตนเองว่าการสอนที่ตัวเองได้วางแผนและปฏิบัติการอย่างตั้งใจ  ถ้าจะให้คะแนนความสามารถ ครูจะให้เท่าไร  เราจะตามไปดูกระดาษทดแผ่นที่หก และ สรุปในแผ่นที่เจ็ดต่อไป

บทความก่อนนี้:

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่ 2)

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่ 1)

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่2)

สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เป็นภาพการทำงานของครูและนักเรียน  ครูวางแผนกำหนดเป้าหมาย คัดสรรกิจกรรม และด้วยใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความปรารถนาที่ให้ศิษย์ได้เรียนรู้  ผลลัพธ์ที่ได้ ครูมักสมหวัง  ที่แตกต่างไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหวัง แต่เป็นสิ่งที่ครูเรียนรู้และเติมเต็มความเชี่ยวชาญของครู  เมื่อครูได้ทบทวนตรวจสอบเหตุการณ์ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ภายในเหตุการณ์นั้นเยี่ยงนักวิจัย

นี่คือความตั้งใจของผู้เขียน ที่ประสงค์ชวนครูดีมาปฏิบัติการให้เกิดผลการวิจัยด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น เพราะผู้เขียนเชื่อว่า “ครูดีเป็นนักวิจัยได้ ไม่ยากเลย “

จากบันทึกในกระดาษทดช่วยเตือนความทรงจำสื่อความคิดให้มีความต่อเนื่องพัฒนาปัญญา  (ต้นไม้พูดได้ที่วัดป่าดาราภิรมณ์ เชียงใหม่ จารึกว่า “จำดีกว่าจด  ถ้าจำไม่หมดจดดีกว่าจำ” ผู้เขียนขอต่อเติมว่า  สำหรับครูที่จริงจังกับการสอน จำเป็นต้องจำและจด )   เริ่มด้วยการแลกเปลี่ยนความภาคภูมิใจของครู ในกระดาษทดแผ่นที่หนึ่ง คิดย้อนระลึกถึงความสำเร็จ จากนั้น ตามดูกระดาษทดแผ่นที่สอง เด็กเก่งเพราะครู  เป็นการถ่ายทอดให้เห็นว่าครูตั้งใจเลือกเฟ้น ออกแบบกิจกรรมการสอนที่จะทำให้นักเรียนสามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ครูกำหนดไว้  ต่อไปเราจะตามไปดูว่าครูดำเนินการสอนจนบรรลุผลอย่างไร  โดยติดตามด้วยกระดาษทดแผ่นที่สาม

กระดาษทดแผ่นที่สาม

ตรวจสอบผลการเรียนรู้ด้วยข้อมูลจริง เป็นขั้นตอนการปฏิบัติการสอนตามปกติ  เมื่อครูนำแผนการสอนไปใช้ในห้องเรียน  ทุกขณะของการทำงาน ครูจะสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน  เริ่มตั้งแต่ความสนใจ  ความร่วมมือในกิจกรรมที่ครูออกแบบ  ดูการแสดงออกในท่าทีที่สะท้อนว่าสนใจ  เข้าใจ  และ ประทับใจ   จนถึงทำได้ด้วยความเข้าใจและคล่องแคล่ว  ถ้านักเรียนมีพฤติกรรมตรงกันข้าม ครูจะปรับท่าที เปลี่ยนกิจกรรมตามความจำเป็น  เพื่อกระตุ้นความสนใจ  เรียกร้องให้ตั้งใจ และอาจมีมาตรการช่วยเหลือ หรือลงโทษตามความเหมาะสม โดยรักษาบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์  สุดท้ายครูจะมีการตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าแต่ละรายบุคคลเกิดการเรียนรู้หรือไม่อย่างไร  ครูใช้เครื่องมือประจำอาชีพครู อันได้แก่ การสังเกตและแบบบันทึกพฤติกรรม   แบบทดสอบ  แบบประเมินคุณภาพผลการปฏิบัติงาน  เป็นต้น  เครื่องมือเหล่านี้ ครูมีรายละเอียดของการประเมินที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดตามแผนการสอนของครู

ข้อมูลที่แสดงให้ครูรู้ว่านักเรียนเรียนรู้ตามที่กำหนดในแผนหรือไม่ ครูได้จดบันทึกในสมุดของครู  ครูจะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยการคัดลอกลงในท้ายกระดาษทดแผ่นที่สาม   ดังตัวอย่าง การสอนของคณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน ดังนี้

คณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชน  ออกแบบการสอนด้วยกิจกรรมบูรณาการ ได้กำหนดสิ่งที่ต้องการให้นักเรียนเรียนรู้  3 ข้อ คือ (1) ด้านความรู้ หรือพุทธิพิสัย  ต้องการให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับจุลินทรีย์ EM ในด้านลักษณะชีวิตและความเป็นอยู่  และประโยชน์  (2) ด้านทักษะ หรือ ทักษะพิสัย  ต้องการให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการปฏิบัติการทดลองขยายจุลินทรีย์ EM และทักษะการใช้จุลินทรีย์ EM ในการรักษาสิ่งแวดล้อม   ควบคู่กัน  และ (3) ด้านความสุนทรีย์ หรือ จิตพิสัย  ต้องการให้นักเรียนเป็นผู้นำการใช้จุลินทรีย์ EM ในการบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ในครอบครัวและในชุมชน   ตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูใช้การสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ใช้การทดสอบวัดความรู้ และตรวจผลการทำงานซึ่งเป็นรายงานปฏิบัติการทดลอง   ผลการปฏิบัติการสอน พบว่า  การสอบใช้แบบทดสอบความรู้พื้นฐานเรื่อง EM กับทุกคน มีคะแนนเต็มเท่ากับ 30 คะแนน นักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 1-2 จำนวน 36 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 15.7  นักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 3-4 จำนวน 43 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 16.39 และ นักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 5-6  จำนวน 38คน ได้คะแนนเฉลี่ย 23.86  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูประเมินด้วยการสังเกตการทำงาน พบว่า ทุกคนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ  ส่วนในด้านสุนทรียภาพ ครูให้ทุกคนเขียนอนุทินในวันสุดสัปดาห์ถึงการเป็นผู้นำการใช้ EM  พบว่านักเรียนทุกคนมีการนำ EM ไปใช้และสามารถอธิบายการใช้ให้กับผู้อื่นได้

จากตัวอย่างนี้ เพื่อนครูต่างโรงเรียนขอดูแผนการสอน  เครื่องมือวัดผลการเรียนรู้  และแลกเปลี่ยนด้วยความสนใจ  นอกจากงานสอนของคณะครูโรงเรียนวัดบางน้ำชนแล้ว ยังมีตัวอย่างที่พร้อมนำเสนอในวันอบรมของครูอีกหลายคน  เช่น  ครูสงวน สงวนจีน  แห่งโรงเรียนบ้านหนองซ่อนผึ้งผดุงวิทย์  การสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนด้วยวิธีผสมผสาน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5-6     ครูชมพูนุช หิรัญวงษ์ แห่งโรงเรียนบ่อสุพรรณวิทยา การสอนเรื่องการหาพื้นที่และปริมาตรของพีรามิดและปริซึม  ด้วยการปฏิบัติการ   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ครูนภาพร  ศรีทองทรัพย์ แห่งโรงเรียนวัดหนองลาน  การสอนเรื่องคุณค่าอาหาร ชั้นอนุบาล 2    ครูรัชนีกร  อุดมผล แห่งโรงเรียน บางลี่วิทยา  การสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเปลือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิค การสร้างโมเดล เป็นต้น

ครูได้ทบทวนสิ่งที่ได้ทำไปด้วยความตั้งใจ และผลที่เกิดกับผู้เรียน  ครูกำลังกลับไปทำกระดาษทดแผ่นที่สี่ และ ห้า แล้วนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนในวันต่อไป   ผู้สนใจ โปรดติดตาม

สร้างงานวิจัยในชั้นเรียนด้วยกระดาษทดเจ็ดแผ่น (ตอนที่ 1)

บรรยากาศการอบรมครูในการทำวิจัยในชั้นเรียนเมื่อวันที่ 23-25 เมษายน 2546 ที่คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีครูเข้ารับการอบรม 46 คน จาก 17 โรงเรียน ซึ่งอยู่ใน 4 จังหวัดรอบๆ วิทยาเขตกำแพงแสน และคุณครูจากโรงเรียนวัดบางน้ำชน จาก กทม. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  วิทยากร(ผู้เขียน) ให้ผู้เรียนคือคุณครู พาวิทยากรและผู้เข้าอบรมเข้าไปชมการทำงานของคุณครูในชั้นเรียนเพื่อชื่นชมการทำงานหรือการสอนครู  ไม่ต้องกังวลกับ ”วิจัย”  เราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและตามไปดูความสำเร็จ สุดท้ายเราน่าจะได้เรียนรู้วิธีการอย่างมืออาชีพ  อุปกรณ์การเรียนรู้ครั้งนี้ คือ “กระดาษทดเจ็ดแผ่น”

กระดาษทด เป็นกระดาษที่มีคำถามนำทางการคิด  ครูจะทบทวนงานสอนที่ปฏิบัติในชั้นเรียนอย่างเป็นปกติตามแผนของครู ให้ครูเล่างานสอนเป็นขั้นเป็นตอนที่วิทยากรออกแบบไว้  ขอเชิญติดตามการทำงานของครูกลุ่มนี้ต่อไป

กระดาษทดแผ่นที่หนึ่ง  คิดย้อนระลึกถึงความสำเร็จ

เป็นเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่น่าพึงพอใจ เป็นความภาคภูมิใจของครูที่มีส่วนส่งเสริมผลักดันให้เกิด  บรรยากาศการนำเสนอเต็มไปด้วยความสดชื่น เป็นธรรมดาของครูที่มีความสุขเมื่อคุยถึงความสำเร็จของนักเรียน  ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ เช่น

คุณครูเสนาะ สงวนจีน แห่งโรงเรียนบ้านหนองซ่อนผึ้งผดุงวิทย์  บรรยายถึงสภาพโรงเรียน นักเรียนชั้น ป.5 และ 6 จำนวน 29 คน จัดเวรดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน ทั้งในด้านความสะอาด  ปลูกและดูแลต้นไม้ทำให้โรงเรียนดูสดใสและร่มรื่นจนได้รับคำชมจากผู้ปกครองและผู้มาเยี่ยมโรงเรียน

คณะครูจากโรงเรียนวัดบางน้ำชน เล่าว่า ในวันแสดงมหกรรมหนึ่งโรงเรียนหนึ่งการเรียนรู้ของ กทม. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น  โรงเรียนได้นำเสนอการเรียนรู้การรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยจุลินทรีย์ EM  พบว่า นักเรียนสามารถเป็นผู้บรรยายทั้งความรู้เกี่ยวกับ EM  การปฏิบัติการหมักและขยาย EM  ตลอดจนผลการใช้  EM ในการปลูกพืช เลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ต่อสาธารณชนได้อย่างคล่องแคล่ว  นักเรียนมีความมั่นใจ และเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่ที่เข้ามาชมงาน

กระดาษทดแผ่นที่สอง  ทบทวนแผนการสอน ”เด็กเก่งเพราะครู”

ครูคาดหวังว่านักเรียนจะเรียนรู้และทำอะไรได้บ้าง

ครูสอนอย่างไร มีเทคนิคการสอนอะไร เพื่อให้นักเรียนทำได้

จากตัวอย่างในกระดาษทดแผ่นที่หนึ่ง

ครูเสนาะ สงวนจีน สอนนักเรียนโดยรวม 2 ชั้น (เป็นปกติของโรงเรียนนี้ มีครูไม่ครบชั้น) ใช้แผนการสอนวิทยาศาสตร์ ในหัวข้อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ให้แบ่งกลุ่มทำกิจกรรม โดยให้นักเรียนร่วมกันคิด กำหนดวิธีการ และแบ่งการทำงานที่ต่างมีความรับผิดชอบต่อกัน ในส่วนที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ ครูใช้วิธีบรรยายและพานักเรียนลงไปสังเกตและปฏิบัติในสนาม  ให้นักเรียนจดบันทึกและสรุปประเมินการทำงาน ให้ใช้การประชุมเพื่อปรับปรุงงาน ครูเสนาะ สงวนจีน เรียกวิธีสอนของตนเองว่า วิธีสอนแบบผสมผสาน

คณะครูจากโรงเรียนวัดบางน้ำชน  จัดแผนการสอนแบบบูรณาการ ครูสอนเป็นทีม 4 คน จัดกลุ่มผู้เรียน 2 ระดับชั้น คือ ป. 1 และ 2  ป. 3 และ 4  ป. 5 และ 6  แผนการสอนแต่ละคู่ระดับ มีความง่ายยากตามระดับ ตั้งชื่อแผนว่า “EM คู่คิดพิชิตความสกปรก”  “EM  ขยายหลากหลายรูปแบบ”  และ “จุลินทรีย์มหัศจรรย์ EM“ ใช้เวลาสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ตลอด 1 ภาคเรียน  ให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากเอกสารที่ครูจัดเตรียมไว้ให้ พานักเรียนไปทัศนศึกษาแหล่งความรู้ EM ที่จังหวัดสระบุรี   นักเรียนมีโอกาสเรียนรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ แลกเปลี่ยนแย้งในระหว่างการทำงานกลุ่ม  และนำเสนอความรู้ในรูปของการทดลอง  บรรยายสาระด้วยการสื่อความหมายที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย  ตลอดจนนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกัน  มีผลงานเป็นผลิตภัณฑ์ที่แจกจ่ายและจำหน่ายได้

จากการแลกเปลี่ยนของครูในกระบวนการคิดตามกระดาษทดสองแผ่น ครูได้โชว์ฝีมือระดับครูมืออาชีพ วิทยากรได้สรุปในตอนนี้ว่า การสอน เป็นงานที่ครูปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า “ปฏิบัติการสอน”   พรุ่งนี้ เราจะเข้าไปตรวจสอบตามหาความจริงว่าปฏิบัติการสอนของครูมีคุณภาพหรือไม่  การตามหาความจริงนี้ เราจะพิจารณาจากความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างความพยายามของครูกับผลการเรียนรู้ของนักเรียน สิ่งที่ได้จะเป็นข้อสรุปที่ยืนยันว่าการสอนของครูทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้  วิธีการหาความจริงเช่นนี้ เป็นการวิจัยแบบหนึ่งที่เรียกว่า ex post facto research

โปรดติดตามจากการเรียนรู้ในกระดาษทดแผ่นต่อไปในฉบับหน้า

นี่เป็นเวลาปิดภาคเรียน ครูโรงเรียนไผทอุดมศึกษาจำเป็นต้องมาตามที่ได้นัดหมายร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมพัฒนาตนในวันเสาร์และวันอาทิตย์  ครูบางคนยังอยากได้เวลาวันหยุดเพื่องานส่วนตัว  ถึงแม้ได้หยุดยาวตั้งแต่ก่อนสงกรานต์จนสิ้นสุดเดือนเมษายน  ก็คงเป็นความรู้สึกของบางคนเท่านั้น  เพราะทุกอย่างได้วางแผนร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนปิดเทอม  แปดนาฬิกาตรง ครูมาโรงเรียนอย่างพร้อมเพรียงด้วยชุดรัดกุม พร้อมลุย  จริงๆแล้ว ครูไม่รู้หรอกว่ากิจกรรมสองวันนี้มีอะไรบ้าง  แต่ด้วยศรัทธาในวิทยากร ดร, จิราพล สินธุนาวา  เมื่อท่านบอกให้พร้อมลุย ก็มีความพร้อมสูงจริง ๆ ทุกคนได้รับแจกใบกิจกรรม “การสื่อสารเพื่อการพัฒนาและทำงานร่วมกัน” แล้วกิจกรรมก็เริ่มต้นด้วยการฟังคำชี้แจง ฟังคำสั่ง  พร้อมกติกาจากวิทยากร  ทุกคนให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมทั้งๆที่รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง  จากการสังเกต ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันเป็นเกม  มีปม มีเงื่อนที่วิทยากรจงใจสร้างให้ผู้ปฏิบัติตกหลุมพรางอย่างง่ายๆ ถ้าผู้เล่นเพียงแต่เล่นเอามัน หรือตีความคำสั่งไม่แตก วิทยากรต้องการให้ผู้เล่นค้นพบด้วยตนเองว่า เกิดความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้วางแผนก่อนลงมือปฏิบัติ  เสียดายที่วางแผนโดยขาดความร่วมมือ  เสียดายที่ไม่วางกติกาบทผู้นำ และบทผู้ตาม  ทำให้การปฏิบัติใช้เวลามากเกินความจำเป็น  ทำให้มองไม่เห็นทางเลือกที่ดีกว่า และที่น่าเสียดายคือการคิดยังติดอยู่กับความเคยชิน ไม่ได้ตรวจสอบความเป็นเหตุเป็นผล  ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ความคิดเดิมๆ นั่นคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ เข้าตำราที่ว่า ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง  สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีค่าแก่ตนเอง

การฝึกอบรมครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมเป็นกลุ่มครูที่เป็นหัวหน้าระดับและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในสภาพจริง จำนวน 37 คน  วิทยากรคงเดิม เป็นผู้ดำเนินให้กับโรงเรียนมาแล้ว 4 รุ่น มีผู้ช่วยวิทยากรหลายคน ล้วนเป็นศิษย์ที่ได้ผ่านการอบรมรุ่นก่อน ๆ  กิจกรรมเป็นการปฏิบัติการโดยกลุ่ม  ทั้งหมดมีเกือบ 20 กิจกรรม การจัดกลุ่มมีเทคนิคหลากหลาย ผู้ปฏิบัติมีโอกาสเรียนรู้การทำงานกับผู้อื่นในกลุ่มที่เปลี่ยนอยู่เสมอ

ครึ่งวันแรก (วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2548) ผ่านไปด้วยความคึกคัก จากกิจกรรมที่ดูเหมือนได้เล่นอย่างผ่อนคลาย  ในเวลา 10-15 นาที ผลที่ปรากฏ สามารถประเมินการทำงานกลุ่ม ประเมินการเรียนรู้จากกลุ่ม และพบว่าเกิดความรู้สึกกดดันกับการเอาชนะกันโดยขาดความจริงจังในการสร้างคุณภาพ เมื่อเกมจบลง วิทยากรให้ครูแสดงความคิดประเมินผลงาน  ครูเริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่างการทำงานเป็นทีมและการทำงานเป็นกลุ่ม  การทำงานด้วยกันกับการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ทักษะการสื่อสารด้วยภาษากายมากขึ้น และเห็นความแตกต่างของประสิทธิภาพการสื่อสารทางเดียวและการสื่อสารสองทาง และที่สำคัญครูเรียนการเป็นผู้ฟัง  การเริ่มเกมใหม่ วิทยากรจะถามครูเสมอว่ากลุ่มต้องการ 3 นาที หรือไม่  3 นาทีที่แต่ละกลุ่มได้ไป ให้ความหมายแตกต่างกันตามบุคลิกของสมาชิกในกลุ่ม  และเมื่อทบทวนหลังกิจกรรม ก็ได้ตัวอย่าง  “พึงกระทำและไม่พึงกระทำ” จากการวิเคราะห์ตนเอง

ภาคบ่ายวันแรก มีกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการวางแผนที่ดี  สมาชิกต้องมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม  บางกิจกรรมอยู่ในร่ม บางกิจกรรมอยู่กลางแจ้ง  ครูต้องเอาจริงเอาจังกับเกม  และต้องมีความอดทน ไม่เลิกกลางคัน   กองเชียร์จำนวนเป็นสิบติดตามเอาใจช่วยอย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนที่ได้ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้นเมื่อปีก่อน จะเฝ้าดูว่าครูมีวิธีทำงานอย่างไร  มีการโกงเชิงเทคนิคอย่างไร  ที่สำคัญคือจะซุบซิบเปรียเทียบกับเมื่อครั้งที่ตนฝึก  นับว่าเป็นความสนุกที่มีสาระให้เกิดการเรียนรู้

ก่อนกลับบ้าน วิทยากรได้แจ้งให้ครูทราบว่า พรุ่งนี้ ต้องแต่งการรัดกุมเหมือนเดิมแต่ใส่เสื้อสีเข้มๆ จะมีอาการมอมแมม

วันที่สอง (วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2548) ทุกคนมาพร้อมเพรียงกันตามเวลาที่นัด  วันนี้มีสมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคน  เป็นคนที่ลาป่วยในวันแรก  และรีบทำตัวให้หายป่วยในวันที่สอง  กิจกรรมวันที่สองสร้างบทเรียนที่มีค่าให้ครูทุกคน จากการอ่านอนุทินของครู  ทำให้เห็นผลการเรียนรู้ที่คุ้มค่า  ครูพร้อมพัฒนาตนเองและมีแนวทางการใช้เพื่อพัฒนาเด็กด้วย

ครูทั้ง 38 คน ได้เขียนอนุทินเพื่อความทรงจำที่มีค่าไว้ใน Portfolio เอื้อเฟื้อให้ผู้เขียนในฐานะที่ปรึกษาคนหนึ่งได้รับรู้สิ่งทีครูได้ โดยสรุป ครูแสดงออกถึงความรู้และความเข้าใจจากกิจกรรม ความสำเร็จของงาน เป็นผลรวมของการทำงานร่วมกัน เห็นความสำคัญของการวางแผนที่ดี ที่ใช้ความคิดมีหลักความถูกต้อง ความเหมาะสมอย่างมีเหตุผล ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  การยอมรับความคิดของผู้อื่น การมีส่วนร่วมในงานอย่างสร้างสรรค์  การเคารพต่อกฎกติกา การมีสมาธิ เรียนรู้งานอย่างตั้งใจ ครูทุกคนมีความรู้สึกประทับใจในความตั้งใจและความรู้รอบของวิทยากร เป็นตัวอย่างการสอนตามสภาพจริงที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ครูทุกคนเขียนอนุทินก่อนนอนถึงแม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมหลากหลายที่วิทยากรสรรหามาให้  ครูเขียนบรรยาย ลายมือสวย และจะเก็บไว้ในแฟ้ม เพื่อพัฒนาตนเป็นครูดีมีฝีมือ (Teacher Professional Portfolio )  สำหรับครูกัญชรสเขียนเป็นบทกลอน บรรยายกิจกรรมหนี่งที่ประทับใจ ดังนี้

ฉันเป็นหนึ่งในทีมมีเก้าคน                ร่วมผจญกิจกรรมสี่เกาะนี้

ทั้งเก้าคนร่วมมือกันด้วยดี                ทุกคนมีความตั้งใจร่วมพลัง

พากันข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม               แม้มีเกาะเหลือแค่สามยังมีหวัง

กรรมการเห็นเกาะลอยรีบคว้ามั่ง       แต่ความหวังไปให้ถึงฝั่งยังคงมี

ตัวฉันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคอย           ยึดคนหลังไม่ให้ลอยตกไปที่

น้ำไหลเชี่ยวอันตรายก็มากมี             ต่างร่วมมือกันด้วยดีรอดปลอดภัย

ครูกัญชรสเขียนถึงการเรียนรู้ที่คุ้มค่าว่า

การเรียนรู้ครั้งนี้แสนคุ้มค่า                ทำให้เราเกิดปัญญาสมองใส

มีสมาธิ ริเริ่มมองการณ์ไกล              เป็นคนใหม่ในสายตาของทุกคน

ทำงานการสิ่งใดไม่ติดขัด                  สามารถขจัดได้สิ้นบังเกิดผล

กิจกรรมหลากหลายเสริมสร้างคน     ทำให้ตนเป็นคนใหม่ได้ปัญญา

มีความคิดออกนอกกรอบไม่หยุดนิ่ง  ทำทุกสิ่งรอบคอบพ้นปัญหา

อาจารย์ให้ความรู้หลากหลายมา      มันคุ้มค่ายิ่ง  กราบขอบพระคุณ

ความคิดของครูที่จะไปใช้ในการสอนนักเรียน

โอกาสที่นำไปใช้มีแน่นอน                เพราะตัวเองเป็นครูสอนอยู่กลุ่มสาม

กลุ่มที่เน้นกิจกรรมความรู้ตาม          กลุ่มที่สามเรียนรู้เพื่อสุนทรี

กิจกรรมหลากหลายที่ผ่านมา           ขอสัญญาจะปรับใช้ให้เต็มที่

ให้นักเรียนได้แต่สิ่งดีดี                     กิจกรรมมากมีช่วยพัฒนา

ฝึกให้เป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม              ฝึกให้ถามให้ตอบทุกปัญหา

มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา                     พัฒนาทั้งตัวครูและศิษย์ตน

วันรุ่งขึ้น เป็นวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2548 ครูมาปฏิบัติงานตามปกติ  ไม่มีร่องรอยของความเมื่อยล้าแต่อย่างใด  สมเป็นครูยุคปฏิรูปจริงๆ

Posted by: thainewschool | 06/10/2009

เปิดเทอมวันแรก

เปิดเทอมวันแรก
“คุณพ่อของเธอประกอบอาชีพอะไร?” คุณครูแดงถามนักเรียนชายหน้าใหม่ชั้นประถมสองในวันเปิดเทอมวันแรก
“เป็นนักมายากลครับ” เด็กชายตอบ
“น่าสนใจจริง” คุณครูเอ่ยยิ้มๆ “คุณพ่อของเธอแสดงกลไหนเก่งที่สุดจ๊ะ”
“เสกคนให้เหลือครึ่งตัวครับ” เด็กชายพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“เก่งมาก…แล้วเธอมีพี่น้องกี่คน?”
“ผมมีพี่ชาย 1/2 คน และพี่สาว 1/2 หนึ่งอีกสองคนครับ”

“โรงเรียน” พร้อมปฏิรูปการเรียนรู้แค่ไหน?*

โดย วีรนุช ปิณฑวณิช

คงเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้นนับจากที่โรงเรียนจะเปิดเรียนภาคต้นปีการศึกษา 2543 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ที่โรงเรียนจะต้องพัฒนาการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ทันตามกำหนดเวลาที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะมีผลบังคับใช้ในปี 2545 อาทิเช่น แนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการศึกษาร่วมกับชุมชน ตลอดจนการเตรียมการเพื่อรับการประเมินคุณภาพและมาตรฐานทั้งภายในและภายนอก ซึ่งล้วนแต่เป็นภาระงานที่โรงเรียนต่างๆ สามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนกำหนดทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี รายงานผลการตรวจราชการโรงเรียนประจำปีงบประมาณ 2542 ของผู้ตรวจราชการทั้ง 12 เขตการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่พบว่า โรงเรียนทั่วไปยังมีวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเก่าที่มุ่งสอนตามตำราประกอบกับความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานด้านอื่นๆ ของโรงเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ ต่ำกว่าเกณฑ์นั้น ดูจะเป็นเครื่องชี้ชัดเจนว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ เพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของตนได้เท่าที่ควร

เนื่องจากอนาคตที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ กำหนดให้สถานศึกษาทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศจะต้องได้รับการประเมินมาตรฐานภายในและภายนอกภายในปี 2548 นั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นับแต่นี้ไป โรงเรียนต้องเร่งเตรียมและดำเนินการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของตนเพื่อให้ผ่านการประเมินดังกล่าว

“ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ยังสับสน

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า การดำเนินงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียนนั้นประสบปัญหาติดขัดมากมาย ส่งผลให้โรงเรียนโดยทั่วไปยังไม่สามารถปฏิรูปการเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาได้

เนื่องจากการดำเนินงานเพื่อปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีองค์ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่แม้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) จะพยายามรวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2540 และมีโครงการอบรมให้ตัวแทนของกรมต้นสังกัดต่างๆ นำไปขยายผลเป็นความรู้แก่ครูต่อไปมาแล้วหลายโครงการ หากก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องมาจากทั้งผู้ให้และรับการอบรมต่างยังไม่มีความเข้าใจพอทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทำให้ผู้รับการอบรมไม่สามารถนำไปขยายผลได้ จนกระทั่งถึงโครงการครูต้นแบบ-ครูแห่งชาติ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2541 แม้จะมีรูปแบบที่ดี ด้วยเป็นการขยายผลจากครูถึงครูโดยตรง แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการประเมินว่าโครงการดังกล่าวดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด

หรือแม้แต่กรมต้นสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการที่รับผิดชอบงานปฏิรูปการศึกษาก็ดูจะไม่มีความรู้ความเข้าใจชัดเจนว่าเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Centered) คืออะไร จะปฏิบัติได้อย่างไรเมื่อเป็นเช่นนี้ ครูในฐานะผู้ปฏิบัติจึงมีความเข้าใจแตกต่างกันไป

บ้างเข้าใจว่าการปฏิรูปการเรียนรู้คือการบูรณาการ บ้างตั้งคำถามว่าคือใยแมงมุม (Mind Mapping) อย่างเดียวหรือ หลายคนถามว่าสอนเด็กเป็นศูนย์กลางคือการที่ต้องคอยถามเด็กก่อนหรือว่าอยากจะเรียนอะไร และหากเด็กต้องการเรียนอะไรก็ได้กระนั้นหรือ บ้างก็เข้าใจว่าแนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นใช้ได้แต่เฉพาะวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หรือ สปช.เท่านั้น บางคนคิดว่าสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการศึกษาจากเอกสาร แต่ไม่สามารถนำวิธีต่างๆ ที่ตนรู้นั้นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

“เมื่อครูยังไม่เข้าใจหลักการ ตลอดจนวิธีปฏิบัติ ส่งผลให้เวลาสอน แต่ละคนลังเล และไม่แน่ใจว่าแนวทางที่ตนปฏิบัติอยู่นั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง” นางพิมพรรณ มงคลอิน ครู ร.ร.วิเศษชัยชาญ (ตันติวิทยาภูมิ) อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง สังกัดกรมสามัญ กล่าว

“เมื่อไม่แน่ใจ ก็ส่งผลให้วิธีการสอนแบบเก่าๆ กลับมาเป็นแนวทางหลักในการจัดการเรียนการสอนของครูต่อไป” นางวิมล เข็มเพ็ชร ครู ร.ร.ชุมชนวัดบางขัน กทม. กล่าวสรุปและว่า แม้จะพยายามทำความเข้าใจและได้รับการอบรมอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

อาจเป็นเพราะการจัดอบรมครูที่ผ่านมานั้นยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเพียงการให้ความรู้ทางทฤษฎีว่าแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้คืออะไร ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ครูสามารถนำไปปฏิบัติได้ นายวิชาญ เลิศลพ อาจารย์ประจำหมวดวิทยาศาสตร์ ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี จึงเสนอผ่าน สานปฏิรูป ว่า หากต้องการให้การปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนเคลื่อนไปข้างหน้า ควรลงลึกสู่การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้มาก ไม่ใช่เพียงแค่ให้ความรู้เชิงทฤษฎีดังเช่นที่ผ่านมา และที่สำคัญ ควรให้ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ลงไปจัดอบรมให้ครูในพื้นที่โรงเรียนต่างๆ โดยตรงมากกว่าที่จะจัดกันเฉพาะในส่วนกลางเท่านั้น เพื่อให้ครูได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างทั่วถึงกัน

“ครูหลายคนมีความสนใจในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ แต่ยังไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในแนวทางดังกล่าว ครูที่มีโอกาสไปอบรมมักเป็นครูฝ่ายบริหาร วิชาการ ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้แล้ว ก็ยังไม่สามารถนำมาถ่ายทอดขยายผลเป็นความรู้ให้กับครูที่เหลือในโรงเรียนได้” ครูของ ร.ร.วัดหนองปลิง อ.ห้วยกระเจาะ จ.กาญจนบุรี สังกัด สปช. เปิดเผย

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับเรื่องการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูนี้ แม้คณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จะมีมติให้จัดทำโครงการพัฒนาครูแกนนำสู่ครูต้นแบบขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2542 เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูให้ครบทุกคนทุกสังกัดในปี 2545 หากนับแต่เริ่มโครงการก็มีปัญหาติดขัดเรื่องการสรรหาครูแกนนำของแต่ละสังกัดให้ครบ 10% เนื่องจากครูในแต่ละกรมต้นสังกัดที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ยังมีจำนวนน้อย และมีข้อจำกัดในเรื่องการขยายผล เพราะหากโครงการดังกล่าวกำหนดเวลาและเร่งขยายผลมากเกินไปก็อาจกระทบต่อคุณภาพของครูต้นแบบและครูเครือข่ายที่ครูต้นแบบทำการขยายผลได้ ประกอบกับประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมายังอยู่ในช่วงการอบรมครูแกนนำชุดแรก ทำให้ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังไม่สามารถขยายความรู้ความเข้าใจแก่ครูอย่างกว้างขวางได้

นอกจากนี้ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขต กทม.ยังเปิดเผยว่า มีครูตามโรงเรียนต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่า การปฏิรูปการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลางจะสามารถพัฒนาการศึกษาของชาติได้ เนื่องจากครูเหล่านั้นมีความเชื่อแบบเดิมๆ ว่า เด็กไม่สามารถคิดได้เอง ประกอบกับปัญหาส่วนตัว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ครูส่วนใหญ่มีรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ครูเหล่านั้นจึงมีเพียงความคิดว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ด้วยการสอนพิเศษบ้าง หรือประกอบธุรกิจอย่างอื่นบ้าง ที่ล้วนมีผลกระทบต่อเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอน

ทั้งยังมีครูอีกหลายคนที่เกรงว่าการปฏิรูปการเรียนรู้จะเป็นภาระงานหนักในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2545 ครูส่วนหนึ่งจึงเตรียมเข้าโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเพื่อหนีสภาพบังคับของกฎหมาย ไม่สนใจที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถและปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของตน

ด้วยปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ภาพรวมของการดำเนินการเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนทั่วไปยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ครูส่วนใหญ่ยังมีแนวการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ซึ่งหากการดำเนินการปฏิรูปการศึกษายังมีสภาพเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขในอีก 2 ปีที่เหลือ การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ก็คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ที่ต้องการให้เด็กมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญในการประเมินคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียนตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ กำหนดได้

ผู้บริหารสถานศึกษาขาดคุณภาพ

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนทั่วไปไม่สามารถเคลื่อนไปได้คือผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพ เนื่องจากในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา พบว่ามีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยที่ไม่ให้โอกาสและส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความสามารถของครูเท่าที่ควร

การพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่มักเป็นเพียงการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาที่ส่วนงานต่างๆ แจ้งไปยังโรงเรียนให้ครูทราบในลักษณะของหนังสือเวียน อีกทั้งด้วยสาเหตุที่ผู้บริหารสถานศึกษาเหล่านั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจพอเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาและความรู้ความเข้าใจแก่ครูได้

รายงานการวิจัยของโครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญใน จ.สกลนคร : กรณีศึกษาการวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปทั้งโรงเรียน ที่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2543 พบว่า คณะผู้บริหารของบางสถานศึกษาในจังหวัดยังขาดความรู้ความสามารถทั้งในเรื่องการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู และในที่สุดได้ปฏิเสธแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ด้วยความไม่สนใจ ไม่เข้าใจ และขาดความรู้ความสามารถของผู้บริหารดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้การดำเนินการใดๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนโดยเฉพาะกาจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครูในเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นในโรงเรียนทั่วไปส่วนใหญ่

“เมื่อตัวผู้บริหารสถานศึกษาไม่สนใจและบอกว่า การปฏิรูปการเรียนรู้ทำไม่ได้ ก็คงเป็นไปได้ยากที่ครูผู้น้อยจะลุกขึ้นมาต่อสู้ฝ่าฟัน พัฒนาความรู้ความสามารถกันเอง” ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี กล่าว

ต่อปัญหาเรื่องขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการจัดอบรมนั้น หากผู้บริหารโรงเรียนสนใจที่จะจัดอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถของครูอย่างแท้จริง ก็อาจของบฯ บางส่วนจากหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ได้

“ถ้าผู้บริหารมีความรู้ความสามารถและแข็งขันในเรื่องการปฏิรูปแล้ว เชื่อว่าครูในโรงเรียนคงจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแน่ๆ” แหล่งข่าวครูรายหนึ่งกล่าวยืนยัน

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยขาดความยุติธรรมและจริยธรรมในการบริหารงาน มีการเลือกปฏิบัติ ส่งผลให้ครูที่ทำงานดีซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเวลาใกล้ชิดกับผู้บริหารไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ หรือผู้บริหารบางคนที่หากเห็นครูคนใดปฏิบัติงานดีเกินกว่าที่ผู้บริหารทำ มีคนยกย่อง ก็กลับขัดขวางไม่สนับสนุน ทำให้ครูที่ปฏิบัติดีในโรงเรียนขาดขวัญกำลังใจและจำนวนมากเพิกเฉยต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่

ความด้อยคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งในเรื่องความรู้ความสามารถและจริยธรรมนี้เอง ที่ทำให้ครูหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้บริหารจำนวนมากเคยเป็นครูที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความรู้ความสามารถมาก่อน ครั้นขึ้นเป็นผู้บริหารเป็นผู้บริหารก็ทำงานโดยใช้ “อำนาจ” ในการบริหารงานเป็นหลัก ขาดการสื่อสารกับครูในลักษณะกัลยาณมิตร ทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนไม่อาจเคลื่อนไปข้างหน้าได้

แม้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ จะกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเครื่องประกันคุณภาพ หากที่ผ่านมาข้อกำหนดเรื่องใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารตาม พ.ร.บ.การศึกษาฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้จึงปรากฏสภาพความด้อยคุณภาพของผู้บริหารอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ของครูตามโรงเรียนต่างๆ ยังไม่ก้าวหน้าและไม่พร้อมที่จะรับการประเมินคุณภาพและมาตรฐาน

ปัญหาความเข้าใจของผู้ปกครอง-ชุมชน

ข้อกำหนดหนึ่งของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ในเรื่องการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนก็คือ โรงเรียนจะต้องเปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แต่เกือบทุกโรงเรียนยังประสบปัญหาอยู่มากในการดำเนินการ เนื่องจากผู้ปกครองและชุมชนยังไม่มีความเข้าใจในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยมักตั้งคำถามว่า เหตุใดชุมชนจึงต้องเข้าไปร่วมจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของตน ในเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของโรงเรียนและครูมาเป็นเวลานาน

ส่งผลให้ชาวบ้านไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ นอกโรงเรียน ดังเช่นที่นายเชษฐา ชาบาง ครู ร.ร.บ้านคลองตะเคียน จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมครูต้องพานักเรียนไปศึกษาตามบ้านชาวบ้านในเรื่องการทำเกษตรและเรื่องอื่นๆ

อย่างไรก็ดี หากโรงเรียนสามารถดำเนินการให้ผู้ปกครอง-ชุมชนเกิดความเข้าใจ ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนต่อการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน กระทั่งเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้ ก็จะสามารถเป็นพลังเสริมให้การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนเดินหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นที่ ร.ร.บ้านผาจั๊บ ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ สังกัด สปช. จากในอดีตที่ชาวบ้านเห็นการศึกษาเป็นเรื่องของครูและโรงเรียน แต่จุดเริ่มต้นจากการสร้างศรัทธาในตัวครู การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญและเข้ามาช่วยกันพัฒนาโรงเรียนมากขึ้นในรูปของคณะกรรมการโรงเรียน ตั้งแต่การช่วยคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ การเข้ามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาและวิชาชีพท้องถิ่น การใช้แรงกายช่วยพัฒนาอาคารสถานที่ของโรงเรียน กระทั่งการบริจาคทรัพย์สินเงินทองให้โรงเรียนที่แม้ไม่มากนัก แต่ก็พอเป็นทุนสมทบกับส่วนอื่นๆ เพื่อการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาโรงเรียนได้ เช่นเดียวกับโรงเรียนอีกหลายแห่ง ที่เมื่อชุมชนเข้ามีส่วนร่วมดำเนินการพัฒนาการจัดการศึกษา ก็เป็นแรงเสริมให้การพัฒนาโรงเรียนในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนรู้ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้กระนั้นก็ตาม ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะทำให้บทบาทความร่วมมือของผู้ปกครอง-ชุมชน ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเกิดขึ้นได้ก็คือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพราะจากประสบการณ์ของโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ประสบผลสำเร็จในการให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียนล้วนแต่มีครูและผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้จุดประกายและเข้าหาผู้ปกครองและชุมชนก่อน ผู้ปกครอง-ชุมชนจะสามารถเข้าใจแนวทางปฏิรูปการศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของครูและผู้บริหารด้วย

เพราะหากครูและผู้บริหารส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจถูกต้องชัดเจนตรงกันในเรื่องจุดประสงค์และองค์ความรู้ของการปฏิรูปการเรียนรู้ ตลอดจนยังไม่สามารถปฏิบัติให้เกิดผลแก่เด็ก ให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ การจะประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง-ชุมชนก็คงเป็นเรื่องยาก

พัฒนาครู ผู้บริหาร งานที่ทุกกรมต้องทำ

ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ ประธานส่วนงานพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการศึกษาว่า หากผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะหัวเรือใหญ่ยังด้อยคุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก การจะพัฒนาความรู้ความสามารถและปฏิรูปการเรียนรู้ของครูก็เป็นเรื่องยาก แนวทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาจึงเป็นสภาพบังคับของกฎหมายที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของตน

“หากสามารถพัฒนาคุณภาพความรู้ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมดตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จ ก็จะสามารถเป็นผู้นำในการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูให้เกิดผลเร็วขึ้นได้” ดร.ปรัชญา กล่าว

ส่วนการพัฒนาคุณภาพครู ทาง สปศ.ได้จัดให้มีหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น โดยใช้รูปแบบของการศึกษาทางไกล เพื่อเผยแพร่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่และทัศนคติที่เหมาะสม ตลอดจนพัฒนาตนเองตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ต่อไป แนวทางในการผลิตครูในอนาคตที่อาจต้องเรียนหลักสูตร 5 ปี และแนวทางต่างๆ ในการออกใบประกอบวิชาชีพครู เช่น ต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีและมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะมีสิทธิขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งต้องประเมินตามคุณสมบัติที่ พ.ร.บ.การศึกษากำหนด ก็เป็นข้อบังคับที่ทำให้ครูต้องพัฒนาตนเอง

เมื่อผู้บริหารและครูได้พัฒนาความรู้ความสามารถ เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติงานการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางได้ จะเป็นพลังสำคัญทำให้การดำเนินงานเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนในส่วนอื่นๆ ก้าวหน้าไปด้วย เช่น การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง-ชุมชนเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ การจัดแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนงานอื่นๆ เพื่อเสริมการพัฒนาการจัดการศึกษา

แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทั่วไปคงยังไม่สามารถทำความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ได้ หากองค์ความรู้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลางคืออะไร ปฏิบัติอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจน ด้วยตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ที่รับผิดชอบด้านนโยบายการจัดการศึกษา จึงได้พยายามรวบรวมและจัดทำร่างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาทำความเข้าใจ ตลอดจนในการปฏิบัติการสอน อีกทั้งเป็นคู่มือประกอบการอบรม ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมเผยแพร่เป็นความรู้แก่ครูต่อไป

ส่วนทางสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หน่วยงานการศึกษาที่ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาครูในสังกัดจำนวนมากถึง 5 แสนคน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพิเศษเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สปช.กล่าวว่า นอกจากครูแกนนำชุดแรกของ สปช.จำนวนประมาณ 18,000 คน ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นครูต้นแบบและทำการขยายผลต่อไป โครงการโรงเรียนแกนนำปฏิรูปจังหวัดละ 2 โรงเรียน รวม 152 โรงเรียนที่ทำไปแล้วปีกว่า คาดว่าโรงเรียนเหล่านั้นจะสามารถเป็นผู้นำในการปฏิรูปได้

อีกทั้งด้วยเหตุที่ สปช.ได้ตระหนักว่า ยังมีครูอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สนใจและไม่เข้าใจแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ จึงได้พยายามเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจดังกล่าวทั้งด้วยการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนแจกครู การเผยแพร่ทางสื่อมวลชนต่างๆ อีกทั้งเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูมากขึ้น ทาง สปช.จึงจะจัดให้มีโครงการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบขึ้นในปี 2543 นี้ ทั้งโรงเรียนและครูจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ดี แนวทางแก้ไขของ สปช. ดูจะยังไม่สามารถทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างกว้างขวางได้เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพียงการสร้างกระแสและเสริมความรู้ความเข้าใจของครูในรูปแบบเอกสาร หนังสือ แต่ยังขาดมาตรการจูงใจบังคับเพียงพอที่จะทำให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษาเร่งศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อขับเคลื่อนให้การปฏิรูปการเรียนรู้ยายผลในวงกว้างกว่าที่เป็นอยู่ได้ ส่วนการขยายผลด้วยการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูนั้น นอกจากโครงการครูแกนนำซึ่งมีครูแกนนำเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับการประเมินสู่ครูต้นแบบและทำการขยายผลแก่เพื่อนครูอีก 10 คน ก็ดูจะยังไม่มีโครงการใดที่จะสร้างความเข้าใจและขยายผลในทางปฏิบัติแก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แม้ที่ผ่านมา การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้จะประสบปัญหาติดขัดมากมาย ทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนโดยทั่วไปไม่สามารถเคลื่อนไปได้ แต่ด้วยสภาพบังคับของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ เกี่ยวกับการประเมินมาตรฐานภายในและภายนอก โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมและสามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้ ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีคุณธรรมจริยธรรม และสำคัญที่สุดคือผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ได้ มีทักษะในการแสวงหาและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนต่างๆ ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ และมีหน่วยงานด้านการศึกษาทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้คืบหน้าไปได้มากกว่าที่เคยทำๆ กันมาแบบลูบหน้าปะจมูก

———————————————————————————————————

*พิมพ์ครั้งแรกใน คอลัมน์ ข่าวปก นิตยสารสานปฏิรูป ปีที่ 3 ฉบับ 26 เดือนพฤษภาคม 2543. ผมเลือกสรรมาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อบันทึกประเด็นปัญหาการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และดูเหมือนว่าประเด็นปัญหาหลักๆ ยังคงอยู่ครบถ้วน ใช่หรือไม่ โปรดพิจารณา

ะบบการเรียนรู้ใหม่ ไปให้พ้นวิกฤตยุคสมัย

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

… การบูชาคนที่ควรบูชา ข้อนี้เป็นมงคลสูงสุด วันนี้มีงานอาจาริยบูชาครูต่อท่านอาจารย์ระพี สาคริก ซึ่งเป็นปูชนียธรรม จึงถือเป็นมงคลสูงสุด ขอให้ผู้ร่วมงานได้รับมงคลนี้ร่วมกัน

ท่านอาจารย์ระพีเป็นตัวอย่างของคนที่ใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์สูงสุด ความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มนุษย์ทุกคนควรจะมีโอกาสพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ถามว่าศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์คืออะไร คือการเข้าถึงความจริง ความดี และความงาม ทั้งสามส่วน คือความจริง ความดี และความงาม ในความจริงคือความดีและความงาม  ในความดีมีความจริงและความงาม ในความงามมีความจริงและความดี ถ้าใครเข้าถึงความจริง คือความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งทั้งหมดทั้งจักรวาล จะเป็นมนุษย์ เป็นดวงดาว ธรรมชาติทั้งหมด ล้วนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ว่าเรามีจิตเล็ก เห็นแยกส่วน จิตอยู่กับตัวเอง อยู่กับพรรคพวก อยู่กับหมู่คณะ อยู่กับชนเผ่า อยู่กับผิวสี อยู่กับศาสดาของตัวเอง แม้แต่พระผู้เป็นเจ้าบางทีก็ดึงมาให้เป็นพระผู้เป็นเจ้าของเผ่าพันธุ์ของตัวเอง มิใช่พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งหมด หรือของจักรวาลทั้งหมด ซึ่งเป็นไปอย่างคนมีจิตเล็กที่แยกส่วน

แต่ถ้าใครเข้าถึงความจริง คือความเป็นทั้งหมด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะบรรลุอิสรภาพ หลุดพ้นจากความคับแคบที่จิตเข้าไปติดอยู่ ถ้าเข้าถึงความจริงก็จะบรรลุอิสรภาพ บรรลุความสุข บรรลุความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และต่อธรรมชาติทั้งมวล เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์คือการบรรลุความจริง บรรลุความดี บรรลุความงาม

การศึกษาของเราทั่วทั้งโลกไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ แต่ไปเอาความรู้หรือวิชาเป็นตัวตั้ง คิดแยกส่วนแยกเสี้ยว ความรู้ไม่มีพลังพอ มักจะรู้เป็นเรื่องๆ อย่างแยกกันไป เพราะฉะนั้นความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านอำนาจของกิเลส อย่างคนยุโรปที่เชื่อมั่นต่อวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ อาจจะลึกซึ้ง มีพลัง มีสติ แต่ว่าวิทยาศาสตร์ก็เป็นความรู้ ยังไม่ใช่ปัญญา เป็นความระวัง เพราะฉะนั้นชาวยุโรปนั่นใช้ความรู้นี้ไปเปลี่ยนเป็นอำนาจ อำนาจอาวุธ เรือรบ ปืนใหญ่ ปืนกล เกิดอำนาจจริงอันมหาศาลที่มนุษย์ที่มนุษย์ไม่เคยพบมาก่อน และใช้อำนาจฆ่าผู้คนไปหมดเพื่อแย่งชิงกัน อารยธรรมที่มีมานานไม่สามารถต้านทานอำนาจยิงทรงพลังมหาศาลของคนยุโรปได้ อันนี้แสดงว่าตัวความรู้ไม่มีอำนาจพอที่จะต้านอำนาจกิเลสมนุษย์ อำนาจกิเลสจะมาเอาความรู้ไปใช้เพื่อแปรเป็นอำนาจ ต่อไป เราจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ จะเกิดเป็นวงจร ความรู้ อำนาจ เงิน  เงินมากำหนดความรู้ว่าอยากให้ความรู้อะไรเกิด เหมือนในมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดจะถูกกำหนดด้วยเงิน ไม่มีเลยที่จะมานึกถึงชาวบ้าน นึกถึงชุมชน นึกถึงวัฒนธรรม ความรู้คืออำนาจแล้วก็เงิน วนเวียนกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาปัจจุบันไม่สามารถสร้างสันติสุขขึ้นในประเทศไทยและในโลกได้

ในโลกมีการศึกษา มหาวิทยาลัยดังๆ ในโลก สแตมฟอร์ด เยล เยอะแยะไปหมด มีคนได้โนเบิลไพร์ซทุกปีในฐานะพบความรู้อันมหัศจรรย์ แต่ว่าโลกก็วิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าไปสู่วิกฤติของความแตกต่าง ความไม่เท่าเทียม ความขัดแย้ง ความรุนแรง การทำลายทั้งตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม จนเกิดวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัย แล้วไม่มีทางออก

วิกฤตการณ์ปัจจุบัน ถ้าจะพูดไปก็เป็นวิกฤตการณ์ของการศึกษา ที่เรามีการศึกษาอย่างที่ว่า เพราะว่ามนุษย์มีศักยภาพสูงสุด แต่การศึกษาไม่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ กลับไปจับเฉพาะเรื่องความรู้ ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะนึกถึงการเรียนรู้ใหม่ ระบบการเรียนรู้ใหม่ เราอาจจะนึกว่าปฏิรูปการเรียนรู้ก็ได้ให้มนุษย์ได้เข้าถึงศักยภาพของตน คงจะต้องทบทวนทั้งหมด คงจะไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษาที่ทำกัน จริงๆ แล้วไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา เป็นการปฏิรูปกระทรวงศึกษาฯ มากกว่า

ท่านอาจารย์ระพี สาคริก

การปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูประบบการเรียนรู้ เราเรียนรู้อย่างไร ถ้าพูดเรื่องการเรียนรู้ ปัญหาใหม่ของเรา เราเอาความรู้แยกส่วนออกจากชีวิต การศึกษาคือจุดที่โยงชีวิต เอาการศึกษามาจัดเป็นวิชาต่างๆ ลืมฐานชีวิต วิถีชีวิตไปหมดเลย ตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายว่าจะปฏิรูปการศึกษา เอาคุณธรรมนำความรู้ คงต้องมาดูระบบการศึกษา ถ้าตราบใดการศึกษายังเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จริยธรรมเป็นตัวตาม การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งและบวกวิชาจริยธรรม จริยธรรมไม่ใช่ชีวิต จริยธรรมเป็นวิถีชีวิต ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกการศึกษาปัจจุบันว่าการศึกษาหมาหางด้วน คือเอาวิชาเป็นตัวตั้งแล้วค่อยมาเพิ่มเรื่องจริยธรรม หมายความว่าเรียนหนังสือ เรียนวิชาความรู้ต่างๆ เรียนเพื่ออาชีพ และอีกอันคือเรียนจริยธรรม การศึกษาหมาหางด้วน ท่านวิจารณ์ว่าจริยธรรมมันขาดไป

การศึกษาหาความรู้ เอาวิชาจริยธรรมมาสอนในโรงเรียนแต่ยังเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จริยธรรมก็อ่อน ต้องดูโครงสร้างของการเรียนรู้ ถ้าเราดูโครงสร้างของการศึกษา โครงสร้างกระทรวงศึกษาในยุคปฏิรูป คงต้องดูโครงสร้างการปฏิรูป โครงสร้างการเรียนรู้จะมีอิฐอยู่สามกลุ่มใหญ่ๆ หนึ่งอิฐทางวัฒนธรรม อิฐทางวิทยาศาสตร์ และอิฐทางจิตตปัญญาศึกษา ความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน มีฐานที่มากับความหมายต่างกัน ความรู้ในตัวคนได้มาจากประสบการณ์ชีวิต จากการทำงาน ความรู้ในตัวคนอยู่ในฐานวัฒนธรรม เพราะมาจากประสบการณ์ชีวิต ทุกคนมีความรู้ในตัว  ชาวบ้านทุกคนมีความรู้ในตัว ส่วนความรู้ในตำรานั้นมาจากการรวบรวม การวิเคราะห์ ฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง 2 อย่างมีความสำคัญต่างกัน ความรู้ในตัวคนทุกคนมี ความรู้ในตำราน้อยคนมี ถ้าเราเคารพความรู้ในตำรา คนน้อยคนเป็นคนมีเกียรติ ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนมีเกียรติ ช่างเสริมสวยมีเกียรติ ชาวไร่ชาวนามีเกียรติ  ช่างผสมปูนมีเกียรติ เพราะคนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว ตรงนี้มีความหมายต่างกันในการศึกษาของเราที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง มีคนเตือนการศึกษาที่จัดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่า การศึกษาแบบนี้ จะทำให้คนไทยปราศจากรากเหง้าในความรู้ คนทีเตือนคือพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  รากเหง้าคือวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นรากของสังคม ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็ต้องมีราก รากของสังคมคือวัฒนธรรม เพราะการศึกษาของเราคือการตัดรากวัฒนธรรม ผลกระทบมันเกิดขึ้น เพราะเราแยกส่วน การศึกษาของเราไม่มีเลยที่ศึกษาแล้วเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เราก็จะไม่เข้าใจตัวเอง เกิดปัญหาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะสะสมปัญหาไว้ แล้วก็จะรุนแรงมากขึ้น นำไปสู่การนองเลือด แล้วก็แก้ไม่ได้

การศึกษาของเราเป็นภาคที่น่าห่วงมากในปัจจุบัน คนไทยถูกทำให้ขาดความเชื่อมั่นหมดทั้งประเทศ เนื่องจากเอาวิชาเป็นตัวตั้ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิชา แต่มีความรู้ในตัว ที่มาจากวิถีชีวิต แต่เราไม่ได้ตรงนั้น คนก็เลยขาดความมั่นใจ นักเรียนที่มาเรียนในโรงเรียนก็จะทำให้ขาดศีลธรรมเป็นฐาน อันนี้เป็นข้อสรุปที่รุนแรง ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยทำให้ขาดศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และศีลธรรมพื้นฐานนี้คือหลักของสิทธิต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี  สิทธิเด็ก การเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ความยุติธรรมในสังคม ศีลธรรมพื้นฐานเป็นการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน ตอนนี้มันต่างไปแล้ว ประชาชนต่างไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางศีลธรรม ความไม่เป็นธรรมทางสังคมก็มากขึ้น และดำรงอยู่ เพราะเราไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนอื่น การพัฒนา จะทำอะไรก็ไม่เคารพว่าจะไปกระทบศักดิ์ศรีความเป็นคนของใคร การโฆษณาต่างๆ ก็ทำโดยไม่เคารพความเป็นคน แม้แต่การโฆษณาครีมหน้าขาว เด็กดูแล้วบอกว่าแม่หน้าดำ คนเราจะหน้าดำ หน้าขาว หน้าจุด แต่เขาเป็นคน เขามีศักดิ์ศรีความเป็นคน แล้วทำไมทำร้ายความเป็นคน เรื่องต่างๆ ที่ทำร้ายผู้คนมากมายในสังคม เพราะเราขาดศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนเพราะฉะนั้นตัวการศึกษาจะต้องทำตรงนี้ให้มากขึ้นโดยปรับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในตัวคน กับความรู้ในตำราเสียใหม่ ต้องวางตำแหน่งความสำคัญเสียใหม่ ต้องเอาวัฒนธรรมเป็นฐาน เอาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เอาวิทยาศาสตร์เป็นฐาน แล้วทิ้งวัฒนธรรมไป การที่เราเรียนรู้โดยยึดตำรา คือการเอาวิทยาศาสตร์เป็นฐาน คนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ที่เก่ง

การศึกษาจะต้องกลับมาเอาวัฒนธรรมเป็นฐาน เพราะฐานวัฒนธรรมใหญ่มาก เป็นวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชน ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม  แล้วในวัฒนธรรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง มีการทำงาน มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะ มีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มีการดูแลรักษาสุขภาพ มีความยุติธรรมชุมชน มีศาสนา อะไรที่จำเป็นในชีวิต อะไรที่จำเป็นกับการอยู่ร่วมกัน ก็จะมีในทางวัฒนธรรม

การศึกษาต้องยึดฐานวัฒนธรรม แล้วเราจะได้เรียนรู้มาก มีครูเต็มไปหมดเลย มีครูเฉพาะ ไม่ได้มีเฉพาะครูสอนวิชาเท่านั้นในโรงเรียน แต่มีครูสอนขนบธรรมเนียมประเพณี ครูศิลปะ ครูดูแลสิ่งแวดล้อม ครูดูแลสุขภาพ ครูด้านศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดในทางวัฒนธรรมทั้งหมด แล้วครอบครัวกับวัฒนธรรมคือฐานของชีวิต ครอบครัวกับวัฒนธรรมคือฐานทางศีลธรรม คนอยู่ในครอบครัวจะไม่เอาเปรียบ จะไม่โกง คนในชุมชนก็เช่นกัน เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อนบ้าน จะไม่โกงกัน จะช่วยกันดูแล เพราะเรียนรู้มาว่าต้องดูแลกัน ต้องอยู่ร่วมกัน ตัวครอบครัวกับชุมชนเป็นฐานทางศีลธรรมการเรียนรู้ ถ้าจะมีศีลธรรมต้องอยู่ในฐานศีลธรรม อยู่ในครอบครัวชุมชน

แต่การศึกษาปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่ม เพราะเด็กจะไม่อยากเรียนนอกห้องเรียน เพราะเรียนแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่ท่องหนังสือ เราก็จะสังเกตว่าคนที่อยู่ในครอบครัว คนที่อยู่ในชุมชนจะมีคุณธรรม จะมีศีลธรรม แต่ถ้าแยกเขาออกมาจากคอรบครัว แยกออกมาจากชุมชนเมื่อไร พฤติกรรมก็จะเปลี่ยน เช่นโรงงานอุตสาหกรรมที่แยกตัวออกไปจากชุมชน เอาคนหนุ่มสาวไปอยู่ด้วยกันในโรงงาน แยกออกจากครอบครัว จากชุมชน จะเกิดพฤติกรรมต่างๆ เกิดโรคระบาด โรคเอดส์  เพราะว่าเราแยกชีวิตออกจากบ้าน ครอบครัวขาด ชุมชนหายไป  เพราะฉะนั้นถ้าจะปรับเรื่องการเรียนรู้ ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ดึงการเรียนรู้มาเรียนทางฐานวัฒนธรรมให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับชีวิต สำหรับวิถีชีวิตร่วมกัน อิฐก้อนที่สองที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์บูรณาการ เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผิด เอาวิทยาศาสตร์เป็นวิชา ที่เรียกว่าวิชาวิทยาศาสตร์ แยกกันไป วิชาวิทยาศาสตร์กับวิชาที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แล้ววิชาวิทยาศาสตร์หมายถึงไปเอาคอนเทนน์ ความรู้ที่ค้นพบ แล้วไปท่องจำสิ่งที่เขาค้นพบ แล้วเรียกว่าวิชาวิทยาศาสตร์

ความเป็นวิทยาศาสตร์ก็ไม่เกิดขึ้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กำหนดอยู่ทุกอย่างทุกหนทุกแห่ง เป็นการวิเคราะห์สังเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่เราสังเกต ที่เราพบให้มันเกิดความรู้ที่ชัดขึ้น ลึกขึ้น แม่นยำขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องนำมาใช้กับทุกเรื่อง ที่เราพบในทางวัฒนธรรม ในการทำงาน ในเรื่องต่างๆใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ที่เคยเรียนไว้มีสิบข้อ  คือหนึ่งฝึกสังเกต ถ้าใครสังเกตได้ดีก็จะเกิดความรู้ สอง ฝึกบันทึกสาม ฝึกนำเสนอสี่ ฝึกการฟัง คนส่วนใหญ่จะไม่ฟัง ถ้าใครฟังมากจะเกิดปัญญา โบราณเรียกว่าพหูสูตร แล้วปัญญาจะเกิด ห้า ฝึกปุจฉา-วิปัสสนา ให้เกิดความแจ่มแจ้ง หกฝึกตั้งสมมติฐานและคำถามเจ็ดฝึกแสวงหาคำตอบ เพราะความรู้นั้นๆ อาจไม่มีอยู่ในตำรา แต่มีอยู่ในคนเฒ่าคนแก่ มีอยู่ในการปฏิบัติในวิถีชุมชน กระบวนการค้นหาทำให้เกิดความรู้ แปดการวิจัย เพราะการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ แบบการศึกษาปัจจุบัน ที่เขาทำการวิจัย การศึกษาตอนนี้มีการวิจัยน้อย การศึกษาไม่วิจัย ทำให้การวิจัยมีน้อย ประเทศก็อ่อนแอทางปัญญา ถ้าเราแยกการวิจัยกับการศึกษามาร่วมกัน  การศึกษามีที่ไหน การวิจัยมีที่นั่น ประเทศก็จะเข้มแข็งทางปัญญา เก้า บูรณาการ เชื่อมโยงความรู้ทั้งหมด ถ้าเรารู้ทั้งหมดเรียกว่าเกิดปัญญา ปัญญาไปไกลกว่าความรู้ ความรู้อาจจะรู้อะไรเป็นเรื่องๆ เป็นส่วนๆ แต่ว่าปัญญานั้นรู้ทั้งหมดรวมทั้งรู้ตัวเองด้วย ถ้ารู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองด้วย ก็จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่นได้อย่างถูกต้องคือจริยธรรม เพราะฉะนั้นในปัญญามีจริยธรรม แต่ในความรู้ไม่แน่ หรือส่วนใหญ่ไม่มี การศึกษาเราไปไม่ถึงเพราะเราเอาแต่ความรู้ สิบจากกระบวนการทั้งหมดเข้าสู่การเขียน ถ้าเราเขียนได้ มันก็จะขยาย พัฒนา อาจารย์ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยไม่สามารถเขียนบทความทางวิชาการ เพราะเขาไม่ได้ฝึกมา

เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เราเผชิญกับความซับซ้อนทั้งภายในและภายนอก ถ้าสมรรถนะของประเทศเราไม่ดี เราจะอยู่รอดได้ยังไง เราจะรักษาดุลยภาพของตัวเองและกับภายนอกได้อย่างไร เป็นภาคที่น่าห่วง อย่างเรื่องปักษ์ใต้ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจ ก็จะทำให้เกิดเรื่องอื่นๆ ตามมา มันอาจนำไปสู่ความล่มสลายทางอารยธรรม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา เราต้องศึกษาความรู้ทางอารยธรรมประวัติศาสตร์อย่างมาก กรุงราชคฤห์ ในครั้งพุทธกาลเป็นนครที่สวยงามมาก เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธอันเกรียงไกร ขณะนี้เหลือเป็นป่า กรุงปาฏลีบุตร เมืองหลวงของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะนี้อารยธรรมอันยิ่งใหญ่หายไป กรุงแบกแดดเคยเป็นเมืองที่เจริญทางวิชาการก่อนยุโรป คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ห้องสมุดที่ดีที่ในโลกอยู่ที่กรุงแบกแดด บัดนี้เต็มไปด้วยการฆ่ากัน เพราะฉะนั้นต้องดูสมรรถนะของชาติที่จะรักษาดุลยภาพของตัวเอง เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราดูขณะนี้เราไม่สามารถรักษาได้ ฉะนั้นตัวกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำเข้ามาใช้ วัฒนธรรมเป็นฐาน วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือให้เราวิจัยได้เอง

อิฐก้อนที่ 3 ของการศึกษา จิตตปัญญาศึกษา ลึกๆ แล้วถึงเราจะเรียนทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่สามารถเห็นจิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญาได้ เราไม่สามรถเกิดการกรอง ไม่สามารถจะเลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ ไม่สามารถจะเข้าถึงความจริง ความดี ความงามเข้าไม่ถึง ถ้าหากดูจิตตปัญญาศึกษา ลองดูชีวิตท่านอาจารย์ระพี ท่านทำงานมาเยอะ แต่ทุกเรื่องที่ท่านทำ ท่านเข้าไปถึงจิตตปัญญา เข้าไปสู่ดวงจิตตัวเอง ท่านทำอะไร ท่านดูจิตตัวเอง ท่านดูหนังสือเรื่องกล้วยไม้ เราไม่ได้เห็นแค่เรื่องกล้วยไม้ เราเห็นจิต เห็นปรัชญา เห็นจริยธรรมในนั้น ขณะนี้แม้ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยทำเรื่องจิตตปัญญาศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย เช่น นโรปะ ที่รัฐโคโลราโด และที่อื่นๆ อีกหลายแห่งในอเมริกา จิตตปัญญาศึกษาที่แมสซาชูเซตเปิดการฝึกเจริญสติแบบพุทธ มีคนสมัครลงทะเบียนเรียน 87,000 กว่าคน

ถ้าเราเจริญสติ เราเห็นจิตตัวเอง คือเห็นตัวเอง ตอนนี้ที่อาศรมศีลกำลังทำหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษา จิตตปัญญาศึกษาเป็นการเข้าถึงความจริง ไม่อย่างนั้นมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าไม่ได้เข้าถึงความจริง ไม่ได้เข้าถึงความรู้ และไม่ได้เข้าถึงความงาม foundation ของการศึกษา 3 ข้อ 1 วัฒนธรรมเป็นฐาน เรื่องวิทย์ กระบวนการทางวิทย์เข้ามาเป็นเครื่องมือ จิตตปัญญาศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและของวิทยาศาสตร์ต้องดึงเข้ามาสู่จิตตปัญญาศึกษา เราจึงจะเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม แล้วเกิดจิตสำนึกใหม่ เป็น new conciousness เพราะจิตสำนึกของเราตอนนี้เป็นจิตสำนึกเล็ก ติดอยู่ในมายาคติต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งที่สุดแล้วทุกคนคือเพื่อนมนุษย์ มีความเป็นมนุษย์ ถ้าจิตของเราไม่ถูกฝึก จะขัดแย้งรุนแรงกันเรื่อยไปในตัวของเรา ยิวก็ได้ชื่อว่ามีการศึกษาสูง มีความสามารถสูง แต่ว่าฆ่ากันไม่รู้เรื่อง เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าของเขาเท่านั้น แต่ไม่ได้ถือว่าพระเจ้ายังเป็นพระเจ้าของเพื่อนมนุษย์เราด้วย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของคนจิตเล็ก

ขณะนี้นักปราชญ์ฝรั่งก็พูดกันว่า บอกว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังนำโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตอย่างหนีไม่พ้น เป็นวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ของโลก อารยธรรมบริโภคนิยมไม่สามารถเปนเกราะได้ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะรอดพ้นจากวิกฤตอารยธรรม คือการปฏิวัติจิตสำนึก conciousness revolution ปฏิวัติจากจิตเล็กแบบแยกส่วน ไปเป็นจิตใหญ่ แล้วเกิดความรักใคร่สามัคคี เกิดความสุข มีอิสรภาพ  มนุษย์มีศักยภาพ การศึกษาต้องสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ ถึงจะอยู่รอดได้

เส้นทางการศึกษาไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

กว่า 120 ปีมาแล้ว ที่ ‘โรงเรียน’ แห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ นับแต่นั้นมาระบบการศึกษาของไทยก็ได้เหวี่ยงตัวอยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจเรื่อยมายุคแล้วยุคเล่าโดยตลอด

สานปฏิรูป ฉบับส่งท้ายปีเก่านี้ ใคร่ขอเสนอภาพของเส้นทางการศึกษาไทยที่เริ่มปรากฏโครงสร้างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน พร้อมได้สอดแทรกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับการศึกษาของแต่ละยุคสมัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

(หมายเหตุ : เนื่องด้วยรายงานเรื่องนี้ค้นคว้ามาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง บางเหตุการณ์จึงอาจปรากฏทั้งวันที่ เดือน และปี พ.ศ. ขณะที่บางเหตุการณ์ปรากฏเพียงเดือนและปี พ.ศ.  หรือปี พ.ศ. อย่างเดียว)

มกราคม  2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “โรงเรียนหลวง” (โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ) สำหรับบุตรหลานคนชั้นสูงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นโรงเรียนแรกตามรูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบัน กล่าวคือมีสถานที่ซึ่งจัดไว้โดยเฉพาะ มีฆารวาสเป็นครู และมาทำการสอนตามเวลาที่กำหนด สำหรับความมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนคือ การสร้างคนให้มีความรู้เพื่อเข้ารับราชการ (ต่อมาได้มีการขยายโรงเรียนหลวงออกไปอีกหลายแห่ง)

2414 (หลังจากก่อตั้งโรงเรียนหลวง) พระยาศรีสุนทรโวหารได้เรียบเรียง “แบบเรียนหลวง” ขึ้น มี 6 เล่ม สำหรับใช้เป็นหลักสูตรวิชาชั้นต้น แบบเรียนทั้ง 6 เล่มคือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิตนิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจนพิจารณ์ และ พิศาลการันต์

พฤษภาคม 2427 จัดให้มีการ “วิธีไล่หนังสือไทย” หรือการสอบไล่ ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ปรากฏว่าในการสอบไล่ครั้งที่ 3 ที่จัดให้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2429 นอกจากนักเรียนของสวนกุหลาบแล้ว มีนักเรียนจากที่อื่นมาทำการสอบเพิ่มขึ้น ดังมีผลสอบคือ 1.โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ 23 คน ได้ 10 คน ตก 13 คน 2. โรงเรียนสราญรมย์  5 คน ได้ 3 คน ตก 2 คน 3. โรงเรียนวัดต่างๆ 41 คน ได้ 13 คน ตก 28 คน

มีนาคม  2428 ได้มีการกำหนด “หลักสูตรประโยคต้น และ ประโยคสอง” ขึ้น นับเป็นการเริ่มต้นปรับปรุงหลักสูตรอย่างมีแบบแผนรัดกุมเป็นครั้งแรก (หลักสูตรชั้นต้นนั้นคือการเรียนแบบเรียนหลวงทั้ง 6 เล่ม ส่วนหลักสูตรประโยคสองแบ่งเป็น 8 วิชาโดยมุ่งเน้นทักษะสำหรับฝึกคนให้ไปเป็นเสมียนรับราชการ)

มิถุนายน 2428 มีการ “ประกาศโรงเรียน” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศชี้แจงความมุ่งหมายของการศึกษาและชักชวนให้ราษฎรนิยมการเรียนหนังสือ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกขึ้น ที่วัดมหรรณพาราม เมื่อ พ.ศ. 2427 ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนแตกตื่น กลัวว่าจะเป็นการเกณฑ์เอาบุตรหลานของตนไปเป็นทหาร

6 เมษายน  2430 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมศึกษาธิการ” โดยโอนโรงเรียนต่างๆ ที่เคยอยู่ในสังกัดกรมทหารมหาดเล็ก และโรงเรียนทั้งหมดมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการ

2431 มีคำสั่งยกเลิกการใช้ “แบบเรียนหลวง 6 เล่ม” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร โดยให้ใช้ “แบบเรียนเร็ว” ของกรมศึกษาธิการแทน โดยเพิ่มความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากวิชาภาษาไทย

2432 กรมศึกษาธิการได้ไปรวมอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และในปีต่อมา(2433)ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมธรรมการ

1 เมษายน 2435 ตั้งกระทรวงธรรมการ โดยนำกรมต่างๆมารวมกันคือ กรมศึกษาธิการ กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์ และกรมสังฆการี การจัดตั้งกระทรวงธรรมการถือเป็นการรวบความรับผิดชอบในการศึกษาที่เคยแยกเป็น 2 ฝ่ายคือ พุทธจักร กับอาณาจักร เข้ามาสู่ความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียว

20 มิถุนายน 2435 ประกาศตั้ง “โรงเรียนมูลศึกษา” ขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง โดยมีเป้าหมายต้องการขยายการเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลาย และเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น โรงเรียนมูลศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือโรงเรียนมูลศึกษาชั้นต่ำ และโรงเรียนมูลศึกษาชั้นสูง สำหรับเอกชนที่ต้องการจะตั้งโรงเรียนทั้งสองชั้น สามารถขออนุญาตกระทรวงธรรมการจัดตั้งเป็น “โรงเรียนเชลยศักดิ์”

12 ตุลาคม 2435 จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้นเป็นครั้งแรก โดยอาศัยโรงเลี้ยงเด็กเป็นสถานที่เรียน(ต่อมาคือโรงเรียนเบญจมราชูทิศ) มีนาย เอช. กรีนรอด ชาวอังกฤษเป็นอาจารย์ใหญ่ ลูกศิษย์ของนายกรีนรอดมีอาทิเช่น นายนกยูง(พระยาสุรินทราชา) นายบุญรอด(พระยาภิรมย์ภักดี) นายสนั่น(เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) และนายเหม(พระยาโอวาทวรกิจ)

1 กันยายน 2439 จัดตั้งโรงเรียนในทำนอง “ปับลิคสกูล” ขึ้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรียกว่า “โรงเรียนราชวิทยาลัย” โดยมีจุดหมายสองประการคือ การเตรียมคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และการเตรียมคนเข้ารับราชการในกระทรวงต่างๆ

ใน พ.ศ. 2440 ช่วงกลางปีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก การเสด็จประพาสในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแก่การศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแนวความคิดการจัดการศึกษา

21 มิถุนายน 2441 กระทรวงธรรมการได้เสนอ “โครงแผนการศึกษาในกรุงสยามของกรมศึกษาธิการ” วัตถุประสงค์ของแผนฯเป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาในประเทศให้สูงขึ้น แทนการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ

11 พฤศจิกายน 2441 ได้มี “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” โดยมีนโยบายอาศัยคณะสงฆ์ให้เป็นกำลังหลักในการศึกษาตามหัวเมือง

16 มิถุนายน 2445 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์” ซึ่งในแง่มุมของการศึกษา ถือเป็นการแบ่งงานระหว่างพระสงฆ์กับกรมศึกษาธิการ โดยพระสงฆ์จะจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนในระดับสูงกว่าเป็นหน้าที่ของกรมศึกษาธิการ

6 กันยายน 2445 คณะข้าหลวงตรวจการศึกษาของไทยไปดูการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น  และต่อมาได้ประกาศใช้เป็น ”โครงการศึกษา ปี พ.ศ. 2445” (แผนการศึกษาญี่ปุ่นเป็นแผนการศึกษาที่ใหม่ที่สุดในเวลานั้น โดยญี่ปุ่นได้ส่งคนไปศึกษาแผนการศึกษาของชาติต่างๆ ทั้งยุโรปและอเมริกา และนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมของญี่ปุ่น)

โครงการศึกษา พ.ศ. 2445 ได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ระดับ คือ ชั้นต้น(ประถมศึกษา) ชั้นกลาง(มัธยมศึกษา) และชั้นสูง(อุดมศึกษา) หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงโครงการศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ใน พ.ศ. 2450 และ พ.ศ. 2452

6 มกราคม 2447  จัดตั้ง “สามัคยาจารย์สมาคม” และมีการออก ”จดหมายเหตุ” ของสมาคมเป็นรายปักษ์ ต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ วิทยาจารย์ การก่อตั้งสมาคมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือการจัดฝึกอบรมครู

1 มกราคม 2453 ประกาศจัดตั้ง “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยหมายที่จะผลิตนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการออกไปรับราชการ สำหรับเงินทุนในการก่อสร้างนั้นอาศัยจากเงินคงเหลือจากที่ประชาชนบริจากในการสร้างพระบรมรูปทรงม้าเป็นจำนวน 982,672.47 บาท (ต่อมากลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแผนปัจจุบันแห่งแรกของไทย)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวัน อาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร จึงได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านที่เกี่ยวการศึกษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การสนับสนุนและทรงริเริ่มงานใหม่ๆ ต่อจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงวางรากฐานไว้ให้

1 มกราคม 2454 ได้มีการประกาศจัด “การศึกษาของมณฑลกรุงเทพฯ” โดยประกาศให้ผู้ปกครองของเด็กชายและหญิงซึ่งมีอายุย่างเข้า 8 ปี ส่งบุตรธิดาเข้าเล่าเรียนในโรงเรียน(แต่ปรากฏว่าร่างระเบียบนี้ไม่มีการประกาศใช้) ต่อมาไม่นานนักในปีเดียวกัน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก็ได้ร่าง “ความเห็นที่จะจัดการศึกษา ร.ศ. 131” (2454) ขึ้นทูลเกล้าถวาย โดยมุ่งให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับขึ้น แต่ปรากฏว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างใด

1 กรกฎาคม 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนา “คณะลูกเสือไทย” ขึ้น และได้ตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้นมา โดยมุ่งบ่มเพาะให้เยาวชนไทยเป็นพลเมืองดี

30 ตุลาคม 2456 ได้มีการประกาศ “โครงการจัดการศึกษาชาติ พ.ศ. 2456” ซึ่งมุ่งแก้ความเข้าใจผิดของราษฎรในเรื่อง “โรคอยากเป็นเสมียน” โครงการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองสาย คือสายสามัญศึกษาและสายวิสามัญศึกษา อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการประกาศการศึกษาภาคบังคับแต่อย่างใด

26 มีนาคม 2459 ได้มีประกาศให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดยให้ขึ้นอยู่ในสังกัดของกระทรวงธรรมการ

6 เมษายน 2460 ประกาศตั้ง “กรมมหาวิทยาลัย” ขึ้นเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงธรรมการ ทำหน้าที่ในการบังคับบัญชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด

9 มิถุนายน 2461 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์” เป็นครั้งแรก ความมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เพื่อวางระเบียบกฎหมายการปกครองโรงเรียนราษฎร์ให้เรียบร้อยรัดกุมขึ้น รวมถึงมุ่งประโยชน์ในการควบคุมโรงเรียนราษฎร์ของคนจีนที่สอนภาษาจีน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

27 เมษายน 2463 ได้มีการจัดตั้ง “กรมตำรา” ขึ้นโดยมีหน้าที่สำคัญคือแต่งแบบเรียน จัดตั้งห้องสมุดสำหรับประชาชน และจัดจำหน่ายแบบเรียนให้แพร่หลาย

1 กันยายน 2464 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษาฉบับแรก ปี 2464” ทำให้เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 7-14 ปีบริบูรณ์ต้องเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้จัดเก็บ “เงินศึกษาพลี” หรือภาษีการศึกษาขึ้นด้วย ภายหลังการประการใช้ พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2464 แล้ว ก็ได้มีความพยายามที่จะขยายการศึกษาให้ทั้งทุกตำบล การขยายการศึกษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษา และการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพของการศึกษา

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

9 มกราคม 2468 พระเจ้าอยู่หัวทรงมีบันทึกถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีว่า ทรงเห็นเด็กในกรุงเทพฯเพ่นพ่านไปมาซึ่งมีโอกาสเสียคนได้มาก แต่ถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเสียคนได้บ้าง จากพระราชบันทึกนี้ จึงทำให้มีการประชุมและตกลงที่จะจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ โดยไม่เก็บเงินศึกษาพลี ดังนั้นในปีเดียวกัน จึงมีประกาศ “การจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2468” ขึ้น

1 เมษายน 2469 ได้มีดุลยภาพข้าราชการทั่วประเทศ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ มีผู้ที่ต้องออกจากราชการ นับตั้งแต่เสนาบดี คือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ตลอดจนข้าราชการอื่นๆ อีกเป็นอันมาก และในระหว่าง 2469-2474 เป็นระยะที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ทำให้การปรับปรุงการศึกษาต้องชะงัก

24 มิถุนายน 2475 “คณะราษฎร์” ได้เข้ายึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างเหตุผลว่า “รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวง ไม่ซื่อตรงต่อราษฎร …มิหนำซ้ำยังกล่าวคำหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้ากิน ว่าราษฎรจะมีเสียงในการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่อยู่ …ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่เท่าถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่…”

24 มิถุนายน 2475 มี “ประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1” ซึ่งมี “หลัก 6 ประการ” ในการบริหารบ้านเมือง คณะราษฎรได้ให้ความสำคัญในด้านการศึกษา โดยกำหนดไว้ในหลักประการที่ 6 ว่า “..จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร…” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

27 มิถุนายน 2475 ได้มีการโปรดเกล้าฯ ประกาศ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่งคราว พุทธศักราช 2475” ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาให้ “ราษฎรต้องเรียนจบประถมศึกษามากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนที่จะสามารถมีผู้แทนราษฎรโดยการเลือกตั้งได้ทั้งหมด แต่อย่างช้าไม่เกิน 10 ปี”

10 ธันวาคม 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สภาการศึกษา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เสนอร่างแผนการศึกษาต่อกระทรวงธรรมการ (สภาการศึกษาต้องงดการประชุมตั้งแต่เดือนกันยายน 2476 เป็นต้นไป เพราะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคอมมิวนิสต์)

28 ธันวาคม 2475 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475” ขึ้น โดยมุ่งหมายให้พลเมืองทุกคน ไม่เลือกเพศ ชาติ ศาสนา ได้รับการศึกษาเหมาะแก่อัตภาพของตน และได้จัดการศึกษาออกเป็นสามส่วนคือ จริยศึกษา พุทธิศึกษา และพลศึกษา เป็นการศึกษาที่เน้นการท่องจำเป็นหลัก

ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติสภาผู้แทนฯ มีมติเห็นชอบให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะมีพระชนมายุ 10 พรรษา

2478 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478” ทำให้การจัดการศึกษาประชาบาลขยายตัวไปทั่วทุกตำบลเป็นครั้งแรก (ในปี 2486 กระทรวงศึกษาได้รับโอนการประถมศึกษาจากเทศบาลกลับมาดำเนินการอีกครั้ง และในปี 2487 ได้กลับโอนการประถมศึกษาให้เทศบาลดำเนินการตามเดิม)

17 มีนาคม 2479 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479” เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี 2475 นั้นมีระยะเวลาในการศึกษาสามัญยาวเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษา 2479 นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้ เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดยเร็ว

2479 ในช่วงเดียวกันนี้ ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2479” มีผลให้ “ครูโรงเรียนรัฐบาล” มีฐานะเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไป(สำหรับ“ครูประชาบาล” นั้นได้รับการยกฐานะให้เป็นข้าราชการพลเรือน เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2491)

2484 ได้มีการออกพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ. ศ. 2484 ซึ่งเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” และกรมสามัญศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียนระดับประถมศึกษา

ในช่วงตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2485 ถึงกลาง พ.ศ. 2488 ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโดยตลอด เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

23 พฤษภาคม 2485“คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย” ได้ตกลงกันที่จะปรับปรุงภาษาไทยให้กระทัดรัด เช่นพยัญชนะไทยลดจาก 44 เหลือ 31 ตัว คำที่เคยใช้ ใ(ไม้ม้วน) ให้ใช้ ไ(ไม้มลาย)แทนเป็นต้น

2487 กระทรวงศึกษาฯ ได้ทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการโอนประถมศึกษากลับไปให้เทศบาลจัดทำต่อไปตามเดิม และได้ตกลงให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2487

16 มีนาคม 2488 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติครู” จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ทำให้เกิด “คุรุสภา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและช่วยยกฐานะครู นอกจากนี้ยังได้ยุบสามัคยาจารย์สมาคม โดยนำไปรวมกิจการเข้ากับคุรุสภา

ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล เสด็จสวรรคตเพราะต้องพระแสงปีน รัฐบาลเห็นชอบให้สถาปนาเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชสมบัติ

1 เมษายน 2492 ไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติโดยเป็นสมาชิกลำดับที่ 45 นอกจากนั้นไทยยังได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO)อีกด้วย (ไทยได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติโดยต้องแลกกับการยกเลิกกฎหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเรียกร้องโดยสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ)

28 เมษายน 2492 จัดตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ที่ถนนประสานมิตร (ต่อมาในปี 2496 ได้กลายเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา)

5 มิถุนายน 2494 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494” โดยแตกต่างจากแผนกการศึกษาฉบับก่อนๆ คือ มีการกำหนดองค์สี่แห่งการศึกษาคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา(ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน) แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาศึกษา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย

2495 เปลี่ยนชื่อกรมประชาศึกษาเป็นกรมสามัญศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 3 กอง ได้แก่กองการประถมศึกษา กองการศึกษาพิเศษ และกองการศึกษาผู้ใหญ่ และเปลี่ยนชื่อกรมสามัญศึกษา(เดิม) เป็นกรมวิสามัญศึกษา นอกจากนี้ยังได้มีการตั้ง กรมวิชาการเพื่อดำเนินการศึกษาในด้านวิชาการโดยเฉพาะ

2501 กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีเขตการศึกษาขึ้น 12 เขต โดยพิจารณาตามหลักทาง ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และปริมาณ คุณภาพของงานด้านการศึกษา

ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหัวหน้า ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง รวมถึงยกเลิกรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกที่หัวหน้ารัฐบาลไม่ได้มีส่วนในคณะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

28 สิงหาคม 2502 จัดตั้ง ”สภาการศึกษาแห่งชาติ”โดยมีหน้าที่ร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ(ต่อมาคือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ)

20 ตุลาคม 2503 ได้มีการประกาศ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503” ขึ้น แผนนี้ร่างโดยคณะกรรมการ 77 คนจากหลายสาขาอาชีพโดยมี หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในขณะนั้นเป็นประธาน แผนนี้มุ่งจัดระบบการศึกษาให้เข้ากับระบบสากลโดยเน้นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติ จากแผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี(แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี)

1 มกราคม 2504  รัฐบาลได้ประกาศใช้ “แผนพัฒนาการเศรษกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1” (2504-2509) โดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกระหว่าง 2504-2506 และระยะที่ 2 ระหว่าง 2507-2509 ในระยะแรกนั้น แผนพัฒนาการเศรษฐกิจมุ่งเน้นแต่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ได้มีการกำหนดนโยบายและโครงการพัฒนาการศึกษาไว้เลย ต่อมาในช่วงที่ 2 จึงได้มีการผนวกแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติเข้าไว้ โดยมุ่งเน้นจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในด้านกำลังคนเป็นสำคัญ

2505 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2505” มีสาระสำคัญว่า เมื่อตำบลใดมีความเหมาะสมที่จะประกาศการศึกษาภาคบังคับถึงประโยคประถมศึกษาตอนปลายได้ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการฯ ประกาศได้เป็นตำบลๆไป ปรากฏว่าจนถึง พ.ศ. 2520 สามารถประกาศได้ถึง 3,583 ตำบล

2506 เริ่มโอนโรงเรียนประชาบาลในเขตเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศให้เทศบาลนั้นๆ รับผิดชอบดำเนินการ 1 ตุลาคม 2509 ได้มีการโอนโรงเรียนประชาบาลส่วนใหญ่ไปอยู่ในสังกัดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัด

2510  มีการ “ประกาศใช้หลักสูตรโรงเรียนมัธยมแบบผสม” ขึ้น โดยโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วยวิชาบังคับและวิชาเลือก ให้ผู้เรียนเลือกได้ตามความสนใจและมีการประเมินผลเป็นรายวิชา

6 มีนาคม 2512 ได้มีการประกาศ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512” โดยให้เอกชนดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชน และดำเนินการสอนได้ถึงระดับปริญญาตรี

ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2512 รัฐบาลซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษามีใจความว่า “รัฐบาลจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปให้ทั่วประเทศ ปรับปรุงโรงเรียนทุกชนิด โดยเฉพาะโรงเรียนอาชีวศึกษา ให้มีคุณภาพสูงขึ้น… นอกจากนี้รัฐบาลจะสนับสนุนให้เอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการให้การศึกษาแก่ประชาชน…”

29 กันยายน 2515 ได้มีการประกาศคณะปฏิวัติ ให้ตั้ง “ทบวงมหาวิทยาลัย” ของรัฐขึ้น และต่อมา ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวบกรมวิชาสามัญศึกษากับกรมวิสามัญศึกษาเข้าเป็น “กรมสามัญศึกษา”

2516 จัดสอบเอนทรานซ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยรวมกันเป็นปีแรก โดยก่อนหน้านั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะจัดให้มีการสอบเข้าเรียนกันเอง

14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์วันมหาปิติ นักศึกษาและประชาชนได้พร้อมใจกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้สำเร็จ หลังจากนั้นก่อเกิดยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟูในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

มิถุนายน 2517 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา” เพื่อทำหน้าที่เสนอแนวทางการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาในต้นเดือน สิงหาคม ปีเดียวกัน กรมวิชาการได้ริเริ่มจัดสัมมนา “การศึกษาเพื่อมวลชน” ขึ้นและได้เสนอรายงานปฏิรูปการศึกษาว่าด้วย “การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” แก่รัฐบาลเมื่อ 4 ธันวาคม 2517

6 ตุลาคม 2519  นักศึกษาและประชาชนไม่พอใจการกลับมาประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร  เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ และความผันผวนทางการเมือง

8 มกราคม 2520 ทบวงมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดหนังสือที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่ง(รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร) เกี่ยวกับเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้นิสิตนักศึกษาใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบแทนหนังสือลัทธิการเมือง โดยจะให้เป็นข้อสอบด้วย ในช่วงเวลาเดียวกัน หนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับลัทธิการเมือง เศรษฐกิจเปรียบเทียบ จะถูกยึดหรือถูกทำลาย นอกจากนี้รัฐบาลสั่งให้ยุบเลิกองค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกด้วย

30 มิถุนายน 2520 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520” โดยได้จัดการศึกษาระดับประถมและมัธยมเป็นระบบ 6:3:3 คือ ชั้นประถมศึกษา 6 ชั้น มัธยมศึกษา 6 ชั้น มัธยมตอนต้น 3 ชั้นตอนปลาย 3 ชั้น(ระบบปัจจุบัน) แผนการศึกษาฉบับนื้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษอีกด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่

2523 มีการออกพระราชบัญญัติหลายฉบับโดยมุ่งแก้ปัญหาในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารงานการประถมศึกษาให้มีเอกภาพ รวมถึงปัญหาการศึกษาประชาบาล อาทิเช่น การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู การโอนการศึกษาประชาบาลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

19 สิงหาคม 2525 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน” โดยบัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในส่วนกลาง และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตสำหรับโรงเรียนในส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้การขอจัดตั้งโรงเรียนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว(ก่อนหน้านี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการฯ)

2527 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2527” ให้วิทยาลัยครูผลิตครูได้ถึงระดับปริญญาตรีและเปิดการสอนวิชาต่างๆ ได้ตามความต้องการของท้องถิ่น

7 มกราคม 2527 นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ แถลงเตือนเด็กนักเรียนว่าอย่ามุ่งเรียนทางด้านวิชาชีพครูมากนัก เนื่องจากในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา การรับสมัครครูเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ 9 หน่วยงานของกระทรวงศึกษาฯ มีแนวโน้มลดลงทุกปี

3 มีนาคม 2530 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตชนบท 38 จังหวัด จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) โดยไม่บังคับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน

2533 ปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาทั้ง 2 ระดับ คือ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521(ฉบับปรับปรุง 2533) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง 2533) โดยมุ่งหมายส่งเสริมให้ครูพัฒนาการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการให้ผู้เรียนค้นคว้าความรู้ด้วยตัวเอง ให้สอดคล้องกับยุคสารสนเทศและเทคโนโลยี

2535 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535” โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้

20 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ขยายวิทยาเขตไปยังจังหวัดต่างๆ ของส่วนภูมิภาค 11 จังหวัด ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 เป็นต้นไป และได้มีการออกพระราชบัญญัติให้สถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคลขึ้นแทนวิทยาลัยครู และให้สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาฯ

5 ธันวาคม 2538 เริ่มทดลองออกอากาศรายการสอนโดยสัญญาณผ่านดาวเทียม จากสถานีส่งสัญญาณ ณ โรงเรียนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดย ”โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม” มุ่งให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกล ได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแล้ว

11 ตุลาคม 2540 ประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540” (ฉบับประชาชน) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มุ่งเน้นความสำคัญของการศึกษา โดยมีการระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 81 ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก

Older Posts »

Categories

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.