เส้นทางการศึกษาไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน
กว่า 120 ปีมาแล้ว ที่ ‘โรงเรียน’ แห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ นับแต่นั้นมาระบบการศึกษาของไทยก็ได้เหวี่ยงตัวอยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจเรื่อยมายุคแล้วยุคเล่าโดยตลอด
สานปฏิรูป ฉบับส่งท้ายปีเก่านี้ ใคร่ขอเสนอภาพของเส้นทางการศึกษาไทยที่เริ่มปรากฏโครงสร้างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน พร้อมได้สอดแทรกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับการศึกษาของแต่ละยุคสมัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
(หมายเหตุ : เนื่องด้วยรายงานเรื่องนี้ค้นคว้ามาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง บางเหตุการณ์จึงอาจปรากฏทั้งวันที่ เดือน และปี พ.ศ. ขณะที่บางเหตุการณ์ปรากฏเพียงเดือนและปี พ.ศ. หรือปี พ.ศ. อย่างเดียว)
มกราคม 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “โรงเรียนหลวง” (โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ) สำหรับบุตรหลานคนชั้นสูงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นโรงเรียนแรกตามรูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบัน กล่าวคือมีสถานที่ซึ่งจัดไว้โดยเฉพาะ มีฆารวาสเป็นครู และมาทำการสอนตามเวลาที่กำหนด สำหรับความมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนคือ การสร้างคนให้มีความรู้เพื่อเข้ารับราชการ (ต่อมาได้มีการขยายโรงเรียนหลวงออกไปอีกหลายแห่ง)
2414 (หลังจากก่อตั้งโรงเรียนหลวง) พระยาศรีสุนทรโวหารได้เรียบเรียง “แบบเรียนหลวง” ขึ้น มี 6 เล่ม สำหรับใช้เป็นหลักสูตรวิชาชั้นต้น แบบเรียนทั้ง 6 เล่มคือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิตนิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจนพิจารณ์ และ พิศาลการันต์
พฤษภาคม 2427 จัดให้มีการ “วิธีไล่หนังสือไทย” หรือการสอบไล่ ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ปรากฏว่าในการสอบไล่ครั้งที่ 3 ที่จัดให้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2429 นอกจากนักเรียนของสวนกุหลาบแล้ว มีนักเรียนจากที่อื่นมาทำการสอบเพิ่มขึ้น ดังมีผลสอบคือ 1.โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ 23 คน ได้ 10 คน ตก 13 คน 2. โรงเรียนสราญรมย์ 5 คน ได้ 3 คน ตก 2 คน 3. โรงเรียนวัดต่างๆ 41 คน ได้ 13 คน ตก 28 คน
มีนาคม 2428 ได้มีการกำหนด “หลักสูตรประโยคต้น และ ประโยคสอง” ขึ้น นับเป็นการเริ่มต้นปรับปรุงหลักสูตรอย่างมีแบบแผนรัดกุมเป็นครั้งแรก (หลักสูตรชั้นต้นนั้นคือการเรียนแบบเรียนหลวงทั้ง 6 เล่ม ส่วนหลักสูตรประโยคสองแบ่งเป็น 8 วิชาโดยมุ่งเน้นทักษะสำหรับฝึกคนให้ไปเป็นเสมียนรับราชการ)
มิถุนายน 2428 มีการ “ประกาศโรงเรียน” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศชี้แจงความมุ่งหมายของการศึกษาและชักชวนให้ราษฎรนิยมการเรียนหนังสือ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกขึ้น ที่วัดมหรรณพาราม เมื่อ พ.ศ. 2427 ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนแตกตื่น กลัวว่าจะเป็นการเกณฑ์เอาบุตรหลานของตนไปเป็นทหาร
6 เมษายน 2430 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมศึกษาธิการ” โดยโอนโรงเรียนต่างๆ ที่เคยอยู่ในสังกัดกรมทหารมหาดเล็ก และโรงเรียนทั้งหมดมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการ
2431 มีคำสั่งยกเลิกการใช้ “แบบเรียนหลวง 6 เล่ม” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร โดยให้ใช้ “แบบเรียนเร็ว” ของกรมศึกษาธิการแทน โดยเพิ่มความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากวิชาภาษาไทย
2432 กรมศึกษาธิการได้ไปรวมอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และในปีต่อมา(2433)ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมธรรมการ
1 เมษายน 2435 ตั้งกระทรวงธรรมการ โดยนำกรมต่างๆมารวมกันคือ กรมศึกษาธิการ กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์ และกรมสังฆการี การจัดตั้งกระทรวงธรรมการถือเป็นการรวบความรับผิดชอบในการศึกษาที่เคยแยกเป็น 2 ฝ่ายคือ พุทธจักร กับอาณาจักร เข้ามาสู่ความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียว
20 มิถุนายน 2435 ประกาศตั้ง “โรงเรียนมูลศึกษา” ขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง โดยมีเป้าหมายต้องการขยายการเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลาย และเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น โรงเรียนมูลศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือโรงเรียนมูลศึกษาชั้นต่ำ และโรงเรียนมูลศึกษาชั้นสูง สำหรับเอกชนที่ต้องการจะตั้งโรงเรียนทั้งสองชั้น สามารถขออนุญาตกระทรวงธรรมการจัดตั้งเป็น “โรงเรียนเชลยศักดิ์”
12 ตุลาคม 2435 จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้นเป็นครั้งแรก โดยอาศัยโรงเลี้ยงเด็กเป็นสถานที่เรียน(ต่อมาคือโรงเรียนเบญจมราชูทิศ) มีนาย เอช. กรีนรอด ชาวอังกฤษเป็นอาจารย์ใหญ่ ลูกศิษย์ของนายกรีนรอดมีอาทิเช่น นายนกยูง(พระยาสุรินทราชา) นายบุญรอด(พระยาภิรมย์ภักดี) นายสนั่น(เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) และนายเหม(พระยาโอวาทวรกิจ)
1 กันยายน 2439 จัดตั้งโรงเรียนในทำนอง “ปับลิคสกูล” ขึ้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรียกว่า “โรงเรียนราชวิทยาลัย” โดยมีจุดหมายสองประการคือ การเตรียมคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และการเตรียมคนเข้ารับราชการในกระทรวงต่างๆ
ใน พ.ศ. 2440 ช่วงกลางปีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก การเสด็จประพาสในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแก่การศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแนวความคิดการจัดการศึกษา
21 มิถุนายน 2441 กระทรวงธรรมการได้เสนอ “โครงแผนการศึกษาในกรุงสยามของกรมศึกษาธิการ” วัตถุประสงค์ของแผนฯเป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาในประเทศให้สูงขึ้น แทนการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ
11 พฤศจิกายน 2441 ได้มี “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” โดยมีนโยบายอาศัยคณะสงฆ์ให้เป็นกำลังหลักในการศึกษาตามหัวเมือง
16 มิถุนายน 2445 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์” ซึ่งในแง่มุมของการศึกษา ถือเป็นการแบ่งงานระหว่างพระสงฆ์กับกรมศึกษาธิการ โดยพระสงฆ์จะจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนในระดับสูงกว่าเป็นหน้าที่ของกรมศึกษาธิการ
6 กันยายน 2445 คณะข้าหลวงตรวจการศึกษาของไทยไปดูการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น และต่อมาได้ประกาศใช้เป็น ”โครงการศึกษา ปี พ.ศ. 2445” (แผนการศึกษาญี่ปุ่นเป็นแผนการศึกษาที่ใหม่ที่สุดในเวลานั้น โดยญี่ปุ่นได้ส่งคนไปศึกษาแผนการศึกษาของชาติต่างๆ ทั้งยุโรปและอเมริกา และนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมของญี่ปุ่น)
โครงการศึกษา พ.ศ. 2445 ได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ระดับ คือ ชั้นต้น(ประถมศึกษา) ชั้นกลาง(มัธยมศึกษา) และชั้นสูง(อุดมศึกษา) หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงโครงการศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ใน พ.ศ. 2450 และ พ.ศ. 2452
6 มกราคม 2447 จัดตั้ง “สามัคยาจารย์สมาคม” และมีการออก ”จดหมายเหตุ” ของสมาคมเป็นรายปักษ์ ต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ วิทยาจารย์ การก่อตั้งสมาคมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือการจัดฝึกอบรมครู
1 มกราคม 2453 ประกาศจัดตั้ง “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยหมายที่จะผลิตนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการออกไปรับราชการ สำหรับเงินทุนในการก่อสร้างนั้นอาศัยจากเงินคงเหลือจากที่ประชาชนบริจากในการสร้างพระบรมรูปทรงม้าเป็นจำนวน 982,672.47 บาท (ต่อมากลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแผนปัจจุบันแห่งแรกของไทย)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวัน อาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร จึงได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านที่เกี่ยวการศึกษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การสนับสนุนและทรงริเริ่มงานใหม่ๆ ต่อจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงวางรากฐานไว้ให้
1 มกราคม 2454 ได้มีการประกาศจัด “การศึกษาของมณฑลกรุงเทพฯ” โดยประกาศให้ผู้ปกครองของเด็กชายและหญิงซึ่งมีอายุย่างเข้า 8 ปี ส่งบุตรธิดาเข้าเล่าเรียนในโรงเรียน(แต่ปรากฏว่าร่างระเบียบนี้ไม่มีการประกาศใช้) ต่อมาไม่นานนักในปีเดียวกัน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก็ได้ร่าง “ความเห็นที่จะจัดการศึกษา ร.ศ. 131” (2454) ขึ้นทูลเกล้าถวาย โดยมุ่งให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับขึ้น แต่ปรากฏว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างใด
1 กรกฎาคม 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนา “คณะลูกเสือไทย” ขึ้น และได้ตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้นมา โดยมุ่งบ่มเพาะให้เยาวชนไทยเป็นพลเมืองดี
30 ตุลาคม 2456 ได้มีการประกาศ “โครงการจัดการศึกษาชาติ พ.ศ. 2456” ซึ่งมุ่งแก้ความเข้าใจผิดของราษฎรในเรื่อง “โรคอยากเป็นเสมียน” โครงการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองสาย คือสายสามัญศึกษาและสายวิสามัญศึกษา อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการประกาศการศึกษาภาคบังคับแต่อย่างใด
26 มีนาคม 2459 ได้มีประกาศให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดยให้ขึ้นอยู่ในสังกัดของกระทรวงธรรมการ
6 เมษายน 2460 ประกาศตั้ง “กรมมหาวิทยาลัย” ขึ้นเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงธรรมการ ทำหน้าที่ในการบังคับบัญชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด
9 มิถุนายน 2461 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์” เป็นครั้งแรก ความมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เพื่อวางระเบียบกฎหมายการปกครองโรงเรียนราษฎร์ให้เรียบร้อยรัดกุมขึ้น รวมถึงมุ่งประโยชน์ในการควบคุมโรงเรียนราษฎร์ของคนจีนที่สอนภาษาจีน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ
27 เมษายน 2463 ได้มีการจัดตั้ง “กรมตำรา” ขึ้นโดยมีหน้าที่สำคัญคือแต่งแบบเรียน จัดตั้งห้องสมุดสำหรับประชาชน และจัดจำหน่ายแบบเรียนให้แพร่หลาย
1 กันยายน 2464 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษาฉบับแรก ปี 2464” ทำให้เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 7-14 ปีบริบูรณ์ต้องเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้จัดเก็บ “เงินศึกษาพลี” หรือภาษีการศึกษาขึ้นด้วย ภายหลังการประการใช้ พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2464 แล้ว ก็ได้มีความพยายามที่จะขยายการศึกษาให้ทั้งทุกตำบล การขยายการศึกษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษา และการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพของการศึกษา
ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
9 มกราคม 2468 พระเจ้าอยู่หัวทรงมีบันทึกถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีว่า ทรงเห็นเด็กในกรุงเทพฯเพ่นพ่านไปมาซึ่งมีโอกาสเสียคนได้มาก แต่ถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเสียคนได้บ้าง จากพระราชบันทึกนี้ จึงทำให้มีการประชุมและตกลงที่จะจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ โดยไม่เก็บเงินศึกษาพลี ดังนั้นในปีเดียวกัน จึงมีประกาศ “การจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2468” ขึ้น
1 เมษายน 2469 ได้มีดุลยภาพข้าราชการทั่วประเทศ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ มีผู้ที่ต้องออกจากราชการ นับตั้งแต่เสนาบดี คือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ตลอดจนข้าราชการอื่นๆ อีกเป็นอันมาก และในระหว่าง 2469-2474 เป็นระยะที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ทำให้การปรับปรุงการศึกษาต้องชะงัก
24 มิถุนายน 2475 “คณะราษฎร์” ได้เข้ายึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างเหตุผลว่า “รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวง ไม่ซื่อตรงต่อราษฎร …มิหนำซ้ำยังกล่าวคำหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้ากิน ว่าราษฎรจะมีเสียงในการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่อยู่ …ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่เท่าถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่…”
24 มิถุนายน 2475 มี “ประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1” ซึ่งมี “หลัก 6 ประการ” ในการบริหารบ้านเมือง คณะราษฎรได้ให้ความสำคัญในด้านการศึกษา โดยกำหนดไว้ในหลักประการที่ 6 ว่า “..จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร…” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
27 มิถุนายน 2475 ได้มีการโปรดเกล้าฯ ประกาศ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่งคราว พุทธศักราช 2475” ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาให้ “ราษฎรต้องเรียนจบประถมศึกษามากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนที่จะสามารถมีผู้แทนราษฎรโดยการเลือกตั้งได้ทั้งหมด แต่อย่างช้าไม่เกิน 10 ปี”
10 ธันวาคม 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สภาการศึกษา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เสนอร่างแผนการศึกษาต่อกระทรวงธรรมการ (สภาการศึกษาต้องงดการประชุมตั้งแต่เดือนกันยายน 2476 เป็นต้นไป เพราะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคอมมิวนิสต์)
28 ธันวาคม 2475 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475” ขึ้น โดยมุ่งหมายให้พลเมืองทุกคน ไม่เลือกเพศ ชาติ ศาสนา ได้รับการศึกษาเหมาะแก่อัตภาพของตน และได้จัดการศึกษาออกเป็นสามส่วนคือ จริยศึกษา พุทธิศึกษา และพลศึกษา เป็นการศึกษาที่เน้นการท่องจำเป็นหลัก
ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติสภาผู้แทนฯ มีมติเห็นชอบให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะมีพระชนมายุ 10 พรรษา
2478 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478” ทำให้การจัดการศึกษาประชาบาลขยายตัวไปทั่วทุกตำบลเป็นครั้งแรก (ในปี 2486 กระทรวงศึกษาได้รับโอนการประถมศึกษาจากเทศบาลกลับมาดำเนินการอีกครั้ง และในปี 2487 ได้กลับโอนการประถมศึกษาให้เทศบาลดำเนินการตามเดิม)
17 มีนาคม 2479 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479” เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี 2475 นั้นมีระยะเวลาในการศึกษาสามัญยาวเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษา 2479 นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้ เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดยเร็ว
2479 ในช่วงเดียวกันนี้ ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2479” มีผลให้ “ครูโรงเรียนรัฐบาล” มีฐานะเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไป(สำหรับ“ครูประชาบาล” นั้นได้รับการยกฐานะให้เป็นข้าราชการพลเรือน เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2491)
2484 ได้มีการออกพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ. ศ. 2484 ซึ่งเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” และกรมสามัญศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียนระดับประถมศึกษา
ในช่วงตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2485 ถึงกลาง พ.ศ. 2488 ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโดยตลอด เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
23 พฤษภาคม 2485“คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย” ได้ตกลงกันที่จะปรับปรุงภาษาไทยให้กระทัดรัด เช่นพยัญชนะไทยลดจาก 44 เหลือ 31 ตัว คำที่เคยใช้ ใ(ไม้ม้วน) ให้ใช้ ไ(ไม้มลาย)แทนเป็นต้น
2487 กระทรวงศึกษาฯ ได้ทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการโอนประถมศึกษากลับไปให้เทศบาลจัดทำต่อไปตามเดิม และได้ตกลงให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2487
16 มีนาคม 2488 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติครู” จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ทำให้เกิด “คุรุสภา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและช่วยยกฐานะครู นอกจากนี้ยังได้ยุบสามัคยาจารย์สมาคม โดยนำไปรวมกิจการเข้ากับคุรุสภา
ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล เสด็จสวรรคตเพราะต้องพระแสงปีน รัฐบาลเห็นชอบให้สถาปนาเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชสมบัติ
1 เมษายน 2492 ไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติโดยเป็นสมาชิกลำดับที่ 45 นอกจากนั้นไทยยังได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO)อีกด้วย (ไทยได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติโดยต้องแลกกับการยกเลิกกฎหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเรียกร้องโดยสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ)
28 เมษายน 2492 จัดตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ที่ถนนประสานมิตร (ต่อมาในปี 2496 ได้กลายเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา)
5 มิถุนายน 2494 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494” โดยแตกต่างจากแผนกการศึกษาฉบับก่อนๆ คือ มีการกำหนดองค์สี่แห่งการศึกษาคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา(ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน) แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาศึกษา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย
2495 เปลี่ยนชื่อกรมประชาศึกษาเป็นกรมสามัญศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 3 กอง ได้แก่กองการประถมศึกษา กองการศึกษาพิเศษ และกองการศึกษาผู้ใหญ่ และเปลี่ยนชื่อกรมสามัญศึกษา(เดิม) เป็นกรมวิสามัญศึกษา นอกจากนี้ยังได้มีการตั้ง กรมวิชาการเพื่อดำเนินการศึกษาในด้านวิชาการโดยเฉพาะ
2501 กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีเขตการศึกษาขึ้น 12 เขต โดยพิจารณาตามหลักทาง ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และปริมาณ คุณภาพของงานด้านการศึกษา
ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหัวหน้า ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง รวมถึงยกเลิกรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกที่หัวหน้ารัฐบาลไม่ได้มีส่วนในคณะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
28 สิงหาคม 2502 จัดตั้ง ”สภาการศึกษาแห่งชาติ”โดยมีหน้าที่ร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ(ต่อมาคือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ)
20 ตุลาคม 2503 ได้มีการประกาศ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503” ขึ้น แผนนี้ร่างโดยคณะกรรมการ 77 คนจากหลายสาขาอาชีพโดยมี หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในขณะนั้นเป็นประธาน แผนนี้มุ่งจัดระบบการศึกษาให้เข้ากับระบบสากลโดยเน้นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติ จากแผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี(แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี)
1 มกราคม 2504 รัฐบาลได้ประกาศใช้ “แผนพัฒนาการเศรษกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1” (2504-2509) โดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกระหว่าง 2504-2506 และระยะที่ 2 ระหว่าง 2507-2509 ในระยะแรกนั้น แผนพัฒนาการเศรษฐกิจมุ่งเน้นแต่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ได้มีการกำหนดนโยบายและโครงการพัฒนาการศึกษาไว้เลย ต่อมาในช่วงที่ 2 จึงได้มีการผนวกแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติเข้าไว้ โดยมุ่งเน้นจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในด้านกำลังคนเป็นสำคัญ
2505 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2505” มีสาระสำคัญว่า เมื่อตำบลใดมีความเหมาะสมที่จะประกาศการศึกษาภาคบังคับถึงประโยคประถมศึกษาตอนปลายได้ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการฯ ประกาศได้เป็นตำบลๆไป ปรากฏว่าจนถึง พ.ศ. 2520 สามารถประกาศได้ถึง 3,583 ตำบล
2506 เริ่มโอนโรงเรียนประชาบาลในเขตเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศให้เทศบาลนั้นๆ รับผิดชอบดำเนินการ 1 ตุลาคม 2509 ได้มีการโอนโรงเรียนประชาบาลส่วนใหญ่ไปอยู่ในสังกัดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัด
2510 มีการ “ประกาศใช้หลักสูตรโรงเรียนมัธยมแบบผสม” ขึ้น โดยโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วยวิชาบังคับและวิชาเลือก ให้ผู้เรียนเลือกได้ตามความสนใจและมีการประเมินผลเป็นรายวิชา
6 มีนาคม 2512 ได้มีการประกาศ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512” โดยให้เอกชนดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชน และดำเนินการสอนได้ถึงระดับปริญญาตรี
ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2512 รัฐบาลซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษามีใจความว่า “รัฐบาลจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปให้ทั่วประเทศ ปรับปรุงโรงเรียนทุกชนิด โดยเฉพาะโรงเรียนอาชีวศึกษา ให้มีคุณภาพสูงขึ้น… นอกจากนี้รัฐบาลจะสนับสนุนให้เอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการให้การศึกษาแก่ประชาชน…”
29 กันยายน 2515 ได้มีการประกาศคณะปฏิวัติ ให้ตั้ง “ทบวงมหาวิทยาลัย” ของรัฐขึ้น และต่อมา ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวบกรมวิชาสามัญศึกษากับกรมวิสามัญศึกษาเข้าเป็น “กรมสามัญศึกษา”
2516 จัดสอบเอนทรานซ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยรวมกันเป็นปีแรก โดยก่อนหน้านั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะจัดให้มีการสอบเข้าเรียนกันเอง
14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์วันมหาปิติ นักศึกษาและประชาชนได้พร้อมใจกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้สำเร็จ หลังจากนั้นก่อเกิดยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟูในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
มิถุนายน 2517 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา” เพื่อทำหน้าที่เสนอแนวทางการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาในต้นเดือน สิงหาคม ปีเดียวกัน กรมวิชาการได้ริเริ่มจัดสัมมนา “การศึกษาเพื่อมวลชน” ขึ้นและได้เสนอรายงานปฏิรูปการศึกษาว่าด้วย “การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” แก่รัฐบาลเมื่อ 4 ธันวาคม 2517
6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาและประชาชนไม่พอใจการกลับมาประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ และความผันผวนทางการเมือง
8 มกราคม 2520 ทบวงมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดหนังสือที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่ง(รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร) เกี่ยวกับเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้นิสิตนักศึกษาใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบแทนหนังสือลัทธิการเมือง โดยจะให้เป็นข้อสอบด้วย ในช่วงเวลาเดียวกัน หนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับลัทธิการเมือง เศรษฐกิจเปรียบเทียบ จะถูกยึดหรือถูกทำลาย นอกจากนี้รัฐบาลสั่งให้ยุบเลิกองค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
30 มิถุนายน 2520 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520” โดยได้จัดการศึกษาระดับประถมและมัธยมเป็นระบบ 6:3:3 คือ ชั้นประถมศึกษา 6 ชั้น มัธยมศึกษา 6 ชั้น มัธยมตอนต้น 3 ชั้นตอนปลาย 3 ชั้น(ระบบปัจจุบัน) แผนการศึกษาฉบับนื้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษอีกด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่
2523 มีการออกพระราชบัญญัติหลายฉบับโดยมุ่งแก้ปัญหาในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารงานการประถมศึกษาให้มีเอกภาพ รวมถึงปัญหาการศึกษาประชาบาล อาทิเช่น การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู การโอนการศึกษาประชาบาลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
19 สิงหาคม 2525 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน” โดยบัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในส่วนกลาง และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตสำหรับโรงเรียนในส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้การขอจัดตั้งโรงเรียนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว(ก่อนหน้านี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการฯ)
2527 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2527” ให้วิทยาลัยครูผลิตครูได้ถึงระดับปริญญาตรีและเปิดการสอนวิชาต่างๆ ได้ตามความต้องการของท้องถิ่น
7 มกราคม 2527 นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ แถลงเตือนเด็กนักเรียนว่าอย่ามุ่งเรียนทางด้านวิชาชีพครูมากนัก เนื่องจากในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา การรับสมัครครูเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ 9 หน่วยงานของกระทรวงศึกษาฯ มีแนวโน้มลดลงทุกปี
3 มีนาคม 2530 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตชนบท 38 จังหวัด จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) โดยไม่บังคับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน
2533 ปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาทั้ง 2 ระดับ คือ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521(ฉบับปรับปรุง 2533) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง 2533) โดยมุ่งหมายส่งเสริมให้ครูพัฒนาการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการให้ผู้เรียนค้นคว้าความรู้ด้วยตัวเอง ให้สอดคล้องกับยุคสารสนเทศและเทคโนโลยี
2535 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535” โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้
20 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ขยายวิทยาเขตไปยังจังหวัดต่างๆ ของส่วนภูมิภาค 11 จังหวัด ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 เป็นต้นไป และได้มีการออกพระราชบัญญัติให้สถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคลขึ้นแทนวิทยาลัยครู และให้สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาฯ
5 ธันวาคม 2538 เริ่มทดลองออกอากาศรายการสอนโดยสัญญาณผ่านดาวเทียม จากสถานีส่งสัญญาณ ณ โรงเรียนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดย ”โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม” มุ่งให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกล ได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแล้ว
11 ตุลาคม 2540 ประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540” (ฉบับประชาชน) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มุ่งเน้นความสำคัญของการศึกษา โดยมีการระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 81 ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก